พายุทอร์นาโดที่เอ็ดมันตัน ปี 1987
สรุปใจความสำคัญ
- พายุทอร์นาโดที่เอ็ดมันตันปี 1987 มีความรุนแรงสูงสุดระดับ F4 ตามมาตราฟูจิตะ
- ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 27 ราย และบาดเจ็บมากกว่า 300 ราย ซึ่งเป็นพายุทอร์นาโดที่รุนแรงที่สุดลูกหนึ่งในประวัติศาสตร์แคนาดา
- นำไปสู่การพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินของรัฐอัลเบอร์ตาและระบบเรดาร์ดอปเปลอร์ในแคนาดา
- สร้างความเสียหายทางทรัพย์สินมูลค่ากว่า 332 ล้านดอลลาร์แคนาดาในขณะนั้น
พายุทอร์นาโดที่เอ็ดมันตัน หรือที่ชาวเมืองเอ็ดมันตันรู้จักกันในชื่อ "Black Friday" เป็นพายุทอร์นาโดที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ซึ่งพัดถล่มพื้นที่ทางตะวันออกของเมืองเอ็ดมันตัน รัฐอัลเบอร์ตา ประเทศแคนาดา และบางส่วนของเขตสแตรธโคนา (Strathcona County) ในช่วงบ่ายของวันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม ค.ศ. 1987 โดยในวันเดียวกันนั้นยังมีพายุทอร์นาโดลูกอื่นๆ เกิดขึ้นอีก 6 ลูกในพื้นที่ตอนกลางของรัฐอัลเบอร์ตา

ลักษณะทางอุตุนิยมวิทยา
ในช่วงสัปดาห์ก่อนวันที่ 31 กรกฎาคม ระบบความกดอากาศต่ำที่พาดผ่านทางตะวันตกเฉียงใต้ของบริติชโคลัมเบียได้นำพามวลอากาศอุ่นและชื้นเข้าสู่ตอนกลางของรัฐอัลเบอร์ตา เมื่อรวมกับความร้อนในตอนกลางวันและจุดน้ำค้าง (dewpoints) ที่สูงเกือบเป็นสถิติ จึงกระตุ้นให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรงต่อเนื่องตลอดทั้งสัปดาห์
ในวันที่ 31 กรกฎาคม แนวปะทะอากาศเย็นได้ก่อตัวขึ้นทางตะวันตกของรัฐอัลเบอร์ตา และเข้าปะทะกับมวลอากาศอุ่นและชื้นในภูมิภาค ทำให้พยากรณ์อากาศในวันนั้นระบุถึงความเสี่ยงสูงที่จะเกิดพายุฝนฟ้าคะนองที่รุนแรงและรุนแรงเป็นพิเศษ ซึ่งมีการแจ้งเตือนผ่านทางวิทยุและสื่อต่างๆ อย่างต่อเนื่อง
เส้นทางการเคลื่อนที่และความเสียหาย
การก่อตัวและจุดเริ่มต้น
พายุเริ่มเคลื่อนตัวผ่านทางตะวันออกของเมืองเลดัก (Leduc) โดยมีการรายงานการแตะพื้นของทอร์นาโดครั้งแรกเมื่อเวลา 14:59 น. หลังจากนั้นพายุได้สลายตัวไปชั่วคราว ก่อนจะแตะพื้นอีกครั้งหลังเวลา 15:00 น. ในบริเวณเมืองโบมอนต์ (Beaumont) โดยพัดทำลายโรงเก็บธัญพืชและอุปกรณ์การเกษตรขณะที่พายุเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น
การเข้าสู่เขตเมือง
เวลา 15:04 น. มีการประกาศเตือนภัยพายุทอร์นาโดสำหรับตัวเมืองเอ็ดมันตัน พายุเคลื่อนตัวเข้าสู่พื้นที่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองในลักษณะของพายุทอร์นาโดแบบหลายวังวน (multiple-vortex tornado) และเคลื่อนที่ขึ้นเหนือผ่านพื้นที่มิลวูดส์ (Mill Woods) สร้างความเสียหายในระดับ F2 ถึง F3
จากนั้นพายุได้เคลื่อนที่ขึ้นเหนือข้ามทางหลวงเชอร์วูดพาร์ค (Sherwood Park Freeway) และเข้าปะทะบริเวณ "Refinery Row" ด้วยความรุนแรงระดับ F4 ซึ่งเป็นจุดที่สร้างความเสียหายสูงสุด โดยพายุได้พัดถล่มถังน้ำมันขนาดใหญ่ อาคารอุตสาหกรรม และรถพ่วงของบริษัทขนส่ง Laidlaw และ Byers จนกระจัดกระจาย มีการพบการขุดลอกหน้าดิน (grass scouring) และเศษซากปรักหักพังที่ถูกพัดเป็นแนว ซึ่งความเสียหายในบริเวณนี้เกือบจะถึงระดับ F5 แต่ไม่ได้รับการจัดอันดับอย่างเป็นทางการ
จุดสิ้นสุดของพายุ
พายุลดความรุนแรงลงเล็กน้อยขณะเคลื่อนผ่านพื้นที่โล่งระหว่างถนนเบสไลน์ (Baseline Road) และแม่น้ำนอร์ทซัสแคชแวน (North Saskatchewan River) แต่ยังคงความรุนแรงระดับ F2 ถึง F3 ขณะพัดถล่มพื้นที่ทางตะวันออกของแคลร์วิว (Clareview) จนถึงเวลาประมาณ 16:00 น. โดยสร้างความเสียหายอย่างหนักแก่บ้านเรือนในย่านเคอร์โนฮัน (Kernohan), แบนเนอร์แมน (Bannerman) และเฟรเซอร์ (Fraser) ก่อนจะเข้าปะทะสวนรถบ้านเอเวอร์กรีน (Evergreen mobile home park) ซึ่งทำให้เสาไฟฟ้าและสายโทรศัพท์ขาด และส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีก 15 ราย ก่อนที่พายุจะสลายตัวไปในที่สุด
สรุปความเสียหายและผลกระทบ
| หัวข้อ | รายละเอียด |
|---|---|
| ระดับความรุนแรงสูงสุด | F4 (มาตราฟูจิตะ) |
| ระยะเวลาที่พายุอยู่บนพื้นดิน | ประมาณ 1 ชั่วโมง |
| ความยาวของเส้นทางทำลายล้าง | 30.8 กิโลเมตร |
| ความกว้างสูงสุด | 1.3 กิโลเมตร |
| จำนวนผู้เสียชีวิต | 27 ราย |
| จำนวนผู้บาดเจ็บ | มากกว่า 300 ราย |
| บ้านเรือนที่ถูกทำลาย | มากกว่า 300 หลัง |
| มูลค่าความเสียหายทางทรัพย์สิน | 332.27 ล้านดอลลาร์แคนาดา (ประมาณ 796 ล้านดอลลาร์ในปี 2025) |
เหตุการณ์นี้ถือเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของรัฐอัลเบอร์ตา และเป็นพายุทอร์นาโดที่ทำให้เกิดการสูญเสียชีวิตมากเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ของแคนาดา รองจากเหตุการณ์ Regina Cyclone
การตอบสนองหลังภัยพิบัติและการรำลึก
ความสูญเสียจากเหตุการณ์นี้นำไปสู่การพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยสาธารณะฉุกเฉิน (Emergency Public Warning System) ซึ่งต่อมาถูกแทนที่ด้วย Alberta Emergency Alert เพื่อให้การแจ้งเตือนภัยพิบัติที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วผ่านวิทยุ โทรทัศน์ และเคเบิลทีวี รวมถึงการใช้แจ้งเตือน Amber alerts ในปัจจุบัน
นอกจากนี้ ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการนำระบบเรดาร์ตรวจอากาศแบบดอปเปลอร์ (Doppler weather radar) มาใช้ในแคนาดาในช่วงต้นทศวรรษ 1990 โดยสถานีเรดาร์ Carvel ในเอ็ดมันตันเป็นหนึ่งในสามสถานีแรกของประเทศ ก่อนที่เครือข่ายเรดาร์ตรวจอากาศของแคนาดาจะเปลี่ยนเป็นระบบดอปเปลอร์ทั้งหมดในปี 1998
เพื่อเป็นการรำลึกถึงผู้สูญเสีย มีการสร้างประติมากรรม "Pillar of Love" (เสาแห่งความรัก) ผลงานของ Barbara Eichner-Shaw ตั้งอยู่ที่สวนสาธารณะเฮอร์มิเทจ (Hermitage Park) ในเมืองเอ็ดมันตัน
สื่อและวัฒนธรรม
เพลง "Tornado '87" โดยวง The Rural Alberta Advantage จากอัลบั้ม Departing (2011) ได้รับแรงบันดาลใจจากประสบการณ์วัยเด็กของนักร้องนำ Nils Edenloff ที่รอดชีวิตจากพายุทอร์นาโดครั้งนี้
คำถามที่พบบ่อย
พายุทอร์นาโดที่เอ็ดมันตันปี 1987 เกิดขึ้นเมื่อไหร่?
เกิดขึ้นในบ่ายวันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม ค.ศ. 1987
พายุทอร์นาโดลูกนี้มีความรุนแรงระดับใด?
พายุมีความรุนแรงสูงสุดระดับ F4 ตามมาตราฟูจิตะ โดยมีเส้นทางทำลายล้างยาว 30.8 กิโลเมตร และกว้างสูงสุด 1.3 กิโลเมตร
พายุทอร์นาโดครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อระบบเตือนภัยในแคนาดาอย่างไร?
เหตุการณ์นี้เป็นแรงผลักดันให้เกิดการพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยสาธารณะฉุกเฉิน (Emergency Public Warning System) และการติดตั้งเรดาร์ตรวจอากาศแบบดอปเปลอร์ (Doppler radar) เพื่อให้การแจ้งเตือนภัยพิบัติทางธรรมชาติได้แม่นยำและรวดเร็วยิ่งขึ้น
