← กลับไปยังบทความทั้งหมด

Eliminationism ความหมาย ประเภท และผลกระทบทางสังคม

สรุปใจความสำคัญ

  • Eliminationism คืออุดมการณ์ที่เชื่อว่ากลุ่มคนบางกลุ่มต้องถูกกำจัดเพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของสังคม
  • Daniel Goldhagen เป็นผู้ทำให้คำนี้เป็นที่นิยมเพื่ออธิบายแรงจูงใจเบื้องหลังการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
  • การกำจัดมี 5 รูปแบบหลัก ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม, การปราบปราม, การขับไล่, การคุมกำเนิด และการสังหาร

Eliminationism หรือ ลัทธิกำจัดกลุ่มคน คืออุดมการณ์ทางการเมืองที่มองว่ากลุ่มคนบางกลุ่มภายในสังคมขนาดใหญ่เป็นอันตราย และเชื่อว่ากลุ่มคนเหล่านั้นจะต้องถูกกำจัดออกไป เพื่อประโยชน์ของกลุ่มคนส่วนใหญ่และเพื่อรักษา "ความบริสุทธิ์" ของสังคม โดยวิธีการกำจัดอาจมีตั้งแต่การแยกตัว การเซ็นเซอร์ ไปจนถึงการสังหารหมู่

ภาพประกอบเกี่ยวกับ Eliminationism
แนวคิดเรื่องการกำจัดกลุ่มคนนำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงในประวัติศาสตร์โลก

ที่มาของคำศัพท์

คำว่า Eliminationism กลายเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายโดย Daniel Goldhagen นักรัฐศาสตร์ชาวอเมริกัน ในหนังสือของเขาที่ชื่อว่า Hitler's Willing Executioners: Ordinary Germans and the Holocaust (1996) ซึ่งเขานำเสนอว่าสาธารณชนชาวเยอรมันไม่เพียงแต่รับรู้ แต่ยังสนับสนุนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว เนื่องจากมี "ลัทธิยิวที่ต้องถูกกำจัด" (eliminationist antisemitism) ที่ฝังรากลึกในอัตลักษณ์ของชาติเยอรมันมานานหลายศตวรรษ

ประเภทของ Eliminationism

Goldhagen อธิบายว่าคำว่า "การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" (Genocide) มีจุดอ่อนคือมักถูกนำมาใช้เมื่อมีการสังหารหมู่เกิดขึ้นแล้ว แต่ในความเป็นจริง การสังหารหมู่เป็นเพียงทางเลือกหนึ่งที่รุนแรงที่สุดของการกำจัดกลุ่มคน โดยทั่วไปแล้วมักจะมีวิธีการอื่นนำมาก่อน ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 5 รูปแบบหลัก ดังนี้:

  • การเปลี่ยนแปลง (Transformation): การลบหรือเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของกลุ่มเป้าหมาย เช่น โรงเรียนประจำสำหรับชาวอินเดียนแดงในอเมริกา
  • การปราบปราม (Repression): การจำกัดอำนาจของกลุ่มเป้าหมายอย่างเป็นระบบผ่านกฎหมาย เช่น การจำกัดสิทธิทางการเมือง การสร้างย่านกักกัน (Ghetto) การทำให้เป็นทาส หรือกฎหมายแบ่งแยกสีผิว (Apartheid)
  • การขับไล่ (Expulsion): การนำกลุ่มคนที่ไม่ต้องการออกไปจากพื้นที่ เช่น การเนรเทศ การบังคับย้ายถิ่นฐาน หรือการส่งไปยังค่ายกักกัน
  • การคุมกำเนิด (Contraception): การทำให้กลุ่มเป้าหมายไม่มีอนาคต เช่น การบังคับทำหมัน กฎหมายห้ามแต่งงานข้ามเชื้อชาติ หรือการข่มขืนอย่างเป็นระบบ
  • การสังหาร (Extermination): การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์หรือการสังหารหมู่จำนวนมาก

ผลกระทบและมุมมองทางการเมือง

ในหนังสือ Worse Than War: Genocide, Eliminationism, and the Ongoing Assault on Humanity (2009) Goldhagen โต้แย้งว่า Eliminationism เป็นส่วนหนึ่งของการเมือง เนื่องจากเหตุการณ์สังหารหมู่เป็น "การกระทำทางการเมือง" และการกำจัดคนจำนวนมากนั้นสามารถป้องกันได้เสมอ เพราะเป็นผลมาจากการตัดสินใจทางการเมืองอย่างมีสติ

เขายกตัวอย่างเหตุการณ์สะเทือนขวัญในศตวรรษที่ 20 เช่น การสังหารหมู่ในอินโดนีเซีย (1965–66) และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในดาร์ฟูร์ ยูโกสลาเวีย รวันดา และกัวเตมาลา โดยชี้ให้เห็นว่าเหตุการณ์เหล่านี้ไม่ได้เกิดจาก "ความบ้าคลั่งในเลือด" ของฝูงชน แต่เกิดจากการตัดสินใจของกลุ่มคนผู้มีอำนาจเพียงไม่กี่คน

คำถามที่พบบ่อย

Eliminationism แตกต่างจาก Genocide อย่างไร?

Genocide หรือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มักหมายถึงการสังหารหมู่ แต่ Eliminationism เป็นแนวคิดที่กว้างกว่า ซึ่งรวมถึงวิธีการกำจัดกลุ่มคนในรูปแบบอื่นที่ไม่ใช่การฆ่า เช่น การบังคับย้ายถิ่นฐาน หรือการทำลายวัฒนธรรม

ใครเป็นผู้เสนอแนวคิดเรื่อง Eliminationism ในบริบทสมัยใหม่?

Daniel Goldhagen นักรัฐศาสตร์ชาวอเมริกัน เป็นผู้เสนอแนวคิดนี้ในหนังสือ Hitler's Willing Executioners เพื่ออธิบายการสนับสนุนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในเยอรมนี

การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม (Transformation) จัดเป็น Eliminationism หรือไม่?

ใช่ เพราะเป็นการกำจัด 'อัตลักษณ์' ของกลุ่มคนเพื่อให้กลมกลืนหรือหายไปจากสังคมเดิม ซึ่งถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการกำจัดกลุ่มคน