← กลับไปยังบทความทั้งหมด

สงครามแมลง การใช้วัตถุทางชีวภาพเพื่อการโจมตีทางทหาร

สรุปใจความสำคัญ

  • สงครามแมลงคือการใช้แมลงเป็นพาหะนำโรคหรือใช้ทำลายพืชผลเพื่อสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ
  • ญี่ปุ่นเป็นประเทศเดียวที่ได้รับการยืนยันว่าใช้สงครามแมลงโจมตีรัฐอื่นในสงครามโลกครั้งที่ 2 ผ่านหน่วย 731
  • อนุสัญญาว่าด้วยอาวุธชีวภาพและสารพิษ ปี 1972 สั่งห้ามการใช้แมลงเป็นอาวุธทางชีวภาพอย่างเด็ดขาด

สงครามแมลง (Entomological Warfare หรือ EW) คือรูปแบบหนึ่งของสงครามชีวภาพที่ใช้แมลงเป็นเครื่องมือในการทำลายล้าง ไม่ว่าจะเป็นการทำลายพืชผลทางการเกษตรเพื่อตัดเส้นทางเสบียง หรือการใช้แมลงเป็นพาหะนำโรคเพื่อโจมตีทหารและพลเรือนโดยตรง แม้ว่าในปัจจุบันการกระทำดังกล่าวจะถือเป็นอาชญากรรมสงครามภายใต้ อนุสัญญาว่าด้วยอาวุธชีวภาพและสารพิษ (Biological and Toxic Weapons Convention) ปี 1972 แต่ในประวัติศาสตร์มีการพยายามนำแมลงมาใช้เป็นอาวุธในหลายยุคสมัย

ประเภทของสงครามแมลง

สงครามแมลงสามารถแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบหลัก ดังนี้:

  • การใช้แมลงเป็นพาหะนำโรค: การทำให้แมลงติดเชื้อก่อโรค (เช่น กาฬโรค หรือ อหิวาตกโรค) แล้วปล่อยลงในพื้นที่เป้าหมายเพื่อให้แมลงเหล่านั้นกัดหรือแพร่เชื้อสู่มนุษย์และสัตว์
  • การโจมตีพืชผลทางการเกษตร: การใช้แมลงที่ไม่จำเป็นต้องติดเชื้อ แต่มีคุณสมบัติในการทำลายพืชเศรษฐกิจ เพื่อสร้างความอดอยากและทำลายเศรษฐกิจของศัตรู
  • การโจมตีโดยตรงด้วยแมลง: การใช้แมลงที่มีพิษหรือสามารถสร้างความเจ็บปวดได้โดยตรง เช่น การใช้ฝูงผึ้งโจมตีศัตรู

ประวัติศาสตร์ในยุคโบราณ

แนวคิดเรื่องสงครามแมลงมีมาอย่างยาวนาน นักประวัติศาสตร์เชื่อว่ามนุษย์ยุคแรกเริ่มอาจใช้รังผึ้งขว้างใส่ถ้ำเพื่อบีบให้ศัตรูออกมาสู่ที่โล่ง นอกจากนี้ยังมีข้อสันนิษฐานว่าการแพร่ระบาดของกาฬโรค (Black Death) ในยุโรปช่วงศตวรรษที่ 14 อาจมีจุดเริ่มต้นจากการโจมตีทางชีวภาพที่เมืองคัฟฟา (Kaffa) โดยกองทัพโกลเดนฮอร์ด (Golden Horde) ที่ใช้หมัดหนูเป็นพาหะนำโรค

บทบาทของสงครามแมลงในสงครามโลกครั้งที่ 2

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หลายประเทศได้พัฒนาโปรแกรมอาวุธชีวภาพโดยใช้แมลงเป็นส่วนประกอบสำคัญ

ฝรั่งเศสและเยอรมนี

ทั้งฝรั่งเศสและเยอรมนีต่างให้ความสนใจใน ด้วงมันฝรั่งโคโลราโด (Colorado potato beetle) โดยมองว่าเป็นอาวุธที่มีประสิทธิภาพในการทำลายแหล่งอาหารของศัตรู เยอรมนีได้มีการทดสอบปล่อยด้วงจำนวน 54,000 ตัวทางตอนใต้ของแฟรงก์เฟิร์ต แม้จะไม่มีหลักฐานยืนยันว่าได้นำไปใช้จริงในสมรภูมิ แต่แผนการปล่อยด้วงลงในพื้นที่เกษตรกรรมของอังกฤษนั้นถูกจัดเตรียมไว้แล้ว

แคนาดา

แคนาดาเป็นผู้นำในด้านการวิจัยสงครามพาหะนำโรค (Vector-borne warfare) โดยร่วมมือกับสหรัฐอเมริกาในการวิจัยยุง แมลงวัน และหมัดที่ติดเชื้อกาฬโรค เพื่อตอบโต้การพัฒนาอาวุธชีวภาพของญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นและหน่วย 731

ญี่ปุ่นเป็นรัฐเดียวที่ได้รับการยืนยันว่ามีการนำสงครามแมลงมาใช้จริงในระดับกว้าง โดยเฉพาะในประเทศจีนผ่านการดำเนินงานของ หน่วย 731 (Unit 731) ภายใต้การนำของพลโท ชิโร อิชิอิ ซึ่งใช้หมัดที่ติดเชื้อกาฬโรคและแมลงวันที่ปนเปื้อนอหิวาตกโรคในการโจมตีพลเรือนและทหารจีน

ภาพประกอบเกี่ยวกับสงครามแมลงในประวัติศาสตร์
การใช้แมลงเป็นอาวุธชีวภาพในสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยหน่วย 731 ของญี่ปุ่น

กฎหมายระหว่างประเทศและการควบคุม

เนื่องจากความโหดร้ายและผลกระทบที่ไม่อาจควบคุมได้ การใช้แมลงเพื่อส่งผ่านสารพิษหรือเชื้อโรคเพื่อวัตถุประสงค์ในการโจมตี จึงถูกสั่งห้ามอย่างเด็ดขาดภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการนำแมลงมาใช้เป็นเครื่องมือในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์หรือการก่อการร้ายทางชีวภาพในอนาคต

คำถามที่พบบ่อย

สงครามแมลงแตกต่างจากสงครามชีวภาพทั่วไปอย่างไร?

สงครามแมลงเป็นส่วนหนึ่งของสงครามชีวภาพ แต่เน้นการใช้แมลงเป็น 'พาหะ' (Vector) ในการนำเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายเป้าหมาย หรือใช้ตัวแมลงเองในการทำลายพืชผล แทนที่จะเป็นการปล่อยเชื้อโรคในอากาศหรือน้ำโดยตรง

หน่วย 731 ของญี่ปุ่นมีบทบาทอย่างไรในสงครามแมลง?

หน่วย 731 เป็นหน่วยวิจัยอาวุธชีวภาพของญี่ปุ่นที่ทำการทดลองที่โหดร้ายและใช้หมัดที่ติดเชื้อกาฬโรคปล่อยลงในพื้นที่ของจีนเพื่อสร้างการระบาดของโรคในวงกว้าง

การใช้แมลงเป็นอาวุธในปัจจุบันยังเป็นไปได้หรือไม่?

แม้จะมีกฎหมายระหว่างประเทศห้ามไว้ แต่ผู้เชี่ยวชาญกังวลว่ากลุ่มผู้ก่อการร้ายที่ไม่ใช่รัฐ (Non-state actors) อาจพยายามนำแนวคิดนี้มาใช้ในรูปแบบของการก่อการร้ายทางชีวภาพ