เครื่องบินขับไล่ล่องหน F-35 Lightning II
สรุปใจความสำคัญ
- เป็นเครื่องบินรบยุคที่ 5 ที่มีความสามารถในการล่องหน (Stealth) และปฏิบัติภารกิจได้หลากหลาย (Multirole)
- แบ่งออกเป็น 3 รุ่นหลักคือ F-35A (ขึ้นลงปกติ), F-35B (ลงจอดแนวตั้ง), และ F-35C (ใช้บนเรือบรรทุกเครื่องบิน)
- พัฒนาภายใต้โครงการ Joint Strike Fighter เพื่อทดแทนเครื่องบินรุ่นเก่าอย่าง F-16 และ F/A-18
- เป็นเครื่องบินล่องหนที่มีจำนวนประจำการมากที่สุดในโลกในปัจจุบัน
F-35 Lightning II เป็นตระกูลเครื่องบินขับไล่โจมตีล่องหน (Stealth Strike Fighter) แบบที่นั่งเดียว เครื่องยนต์เดี่ยว และมีความเร็วเหนือเสียง พัฒนาโดยบริษัท Lockheed Martin ร่วมกับพันธมิตรอย่าง Northrop Grumman และ BAE Systems เพื่อให้เป็นเครื่องบินรบอเนกประสงค์ที่สามารถปฏิบัติภารกิจได้หลากหลาย ตั้งแต่การครองอากาศ (Air Superiority) การโจมตีทางยุทธศาสตร์ ไปจนถึงการสงครามอิเล็กทรอนิกส์ และการลาดตระเวนหาข่าวกรอง (ISR)

รุ่นย่อยของ F-35
เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกันของแต่ละเหล่าทัพ F-35 จึงถูกออกแบบมาเป็น 3 รุ่นหลัก ดังนี้:
- F-35A: รุ่นที่ใช้การขึ้นลงแบบปกติ (Conventional Take-off and Landing - CTOL) ออกแบบมาสำหรับกองทัพอากาศสหรัฐฯ และพันธมิตร เป็นรุ่นที่มีจำนวนการผลิตมากที่สุด
- F-35B: รุ่นที่สามารถขึ้นบินในระยะสั้นและลงจอดในแนวตั้ง (Short Take-off and Vertical Landing - STOVL) ออกแบบมาสำหรับกองทัพนาวิกโยธินสหรัฐฯ และกองทัพเรืออังกฤษ เพื่อใช้งานบนเรือบรรทุกเครื่องบินขนาดเล็กหรือฐานทัพชั่วคราว
- F-35C: รุ่นที่ใช้เครื่องส่งส่งตัว (Catapult-assisted take-off) และการลงจอดแบบใช้ลวดดัก (Arrested recovery) ออกแบบมาสำหรับกองทัพเรือสหรัฐฯ เพื่อใช้งานบนเรือบรรทุกเครื่องบินขนาดใหญ่
ประวัติการพัฒนาและโครงการ Joint Strike Fighter
F-35 มีต้นกำเนิดมาจากโครงการ Joint Strike Fighter (JSF) ซึ่งเป็นการรวมโครงการพัฒนาเครื่องบินรบหลายโครงการในช่วงทศวรรษ 1980 และ 1990 เข้าด้วยกัน โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างเครื่องบินเพียงรุ่นเดียวที่สามารถทดแทนเครื่องบินรุ่นเก่าได้หลายรุ่น เช่น F-16 Fighting Falcon, F/A-18 Hornet และ AV-8B Harrier II
ในปี 2001 เครื่องต้นแบบ X-35 ของ Lockheed Martin ได้รับชัยชนะเหนือ X-32 ของ Boeing ทำให้ได้รับเลือกให้เป็นผู้พัฒนาหลักในโครงการนี้ โดยได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณจากสหรัฐอเมริกา สมาชิกบางประเทศในนาโต และออสเตรเลีย
การใช้งานและบทบาทในปัจจุบัน
F-35 เริ่มทำการบินครั้งแรกในปี 2006 และเข้าประจำการในกองทัพสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2015 (รุ่น F-35B) ตามด้วย F-35A ในปี 2016 และ F-35C ในปี 2019 ปัจจุบัน F-35 กลายเป็นเครื่องบินล่องหนที่มีจำนวนประจำการมากที่สุดในโลก
การปฏิบัติการทางทหาร
เครื่องบินรุ่นนี้ได้ผ่านการทดสอบในสมรภูมิจริงหลายครั้ง โดยเริ่มจากการโจมตีในซีเรียโดยอิสราเอลในปี 2018 และถูกนำไปใช้ในปฏิบัติการทางทหารในอัฟกานิสถาน อิรัก เยเมน และเลบานอน นอกจากนี้ รุ่น F-35A ยังมีความสามารถในการบรรทุกระเบิดนิวเคลียร์ B61 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การป้องปรามทางนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ และพันธมิตรบางประเทศในยุโรป
ความท้าทายและข้อวิพากษ์วิจารณ์
แม้จะเป็นเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย แต่โครงการ F-35 ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในเรื่องของงบประมาณที่บานปลาย ความซับซ้อนในการออกแบบ และความล่าช้าในการส่งมอบ โดยมีการคาดการณ์ว่าค่าใช้จ่ายรวมของโครงการอาจสูงถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐจนถึงปี 2088 ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากอัตราเงินเฟ้อและการผลิตในช่วงเริ่มต้นที่ล่าช้า
คำถามที่พบบ่อย
F-35 แตกต่างจาก F-22 อย่างไร?
F-22 Raptor ถูกออกแบบมาเพื่อการครองอากาศ (Air Superiority) เป็นหลัก ในขณะที่ F-35 Lightning II ถูกออกแบบมาให้เป็นเครื่องบินอเนกประสงค์ (Multirole) ที่สามารถโจมตีภาคพื้นดิน ลาดตระเวน และรบทางอากาศได้ในเครื่องเดียว
รุ่น F-35B มีความพิเศษอย่างไร?
F-35B มีระบบขับดันที่ช่วยให้สามารถขึ้นบินในระยะสั้นและลงจอดในแนวตั้ง (STOVL) ทำให้สามารถปฏิบัติการจากเรือบรรทุกเครื่องบินขนาดเล็กหรือสนามบินที่ได้รับความเสียหายได้
ทำไมโครงการ F-35 ถึงถูกวิจารณ์เรื่องงบประมาณ?
เนื่องจากเป็นโครงการที่มีขนาดใหญ่และซับซ้อนที่สุดโครงการหนึ่งในประวัติศาสตร์การทหาร มีการรวมความต้องการของหลายเหล่าทัพและหลายประเทศเข้าด้วยกัน นำไปสู่ปัญหาการพัฒนาที่ล่าช้าและค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้

