การส่องกล้องตรวจท่อนำไข่
สรุปใจความสำคัญ
- เป็นการตรวจภายในท่อนำไข่โดยใช้กล้องขนาดเล็ก (Micro-endoscope) เพื่อวินิจฉัยภาวะมีบุตรยาก
- สามารถทำได้ทั้งการสอดกล้องผ่านทางมดลูกหรือผ่านทางหน้าท้อง
- มีความเสี่ยงในการเกิดท่อนำไข่ทะลุได้ประมาณ 4-5%
- ปัจจุบันไม่ใช่วิธีมาตรฐานในการตรวจภาวะมีบุตรยากเนื่องจากมีทางเลือกอย่าง IVF ที่มีประสิทธิภาพมากกว่า
การส่องกล้องตรวจท่อนำไข่ (Falloposcopy หรือบางครั้งเรียกว่า Falloscopy) คือกระบวนการทางการแพทย์ในการตรวจดูลักษณะภายในของท่อนำไข่โดยใช้กล้องจุลทรรศน์ขนาดเล็ก (Micro-endoscope) เพื่อประเมินความผิดปกติที่อาจส่งผลต่อการเจริญพันธุ์

วิธีการสอดใส่กล้อง
โดยทั่วไป กล้องส่องท่อนำไข่จะถูกสอดผ่านทางช่องคลอดและปากมดลูก เข้าสู่โพรงมดลูกจนถึงจุดเชื่อมต่อระหว่างมดลูกและท่อนำไข่ (Uterotubal junction) เพื่อเข้าสู่ท่อนำไข่ อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่มีการผ่าตัดช่องท้องหรือการส่องกล้องตรวจช่องท้อง (Laparoscopy) แพทย์อาจสอดกล้องเข้าทางปลายท่อนำไข่ที่มีลักษณะเป็นรูปแตร (Fimbriated end) ได้เช่นกัน
ในบางบริบทอาจมีการใช้คำว่า Salpingoscopy แทน ซึ่งในบางครั้งคำนี้จะหมายถึงการส่องกล้องที่ทำผ่านการผ่าตัดส่องกล้องทางหน้าท้อง แต่ในบางกรณีก็ถูกใช้สลับกับคำว่า Falloposcopy
ข้อบ่งชี้และการใช้งาน
การส่องกล้องตรวจท่อนำไข่ถูกนำมาใช้เป็นหลักในการวินิจฉัยและจัดการกับภาวะมีบุตรยากที่เกิดจากความผิดปกติของท่อนำไข่ อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ไม่ได้ถูกจัดให้เป็นขั้นตอนมาตรฐานในการตรวจหาสาเหตุของภาวะมีบุตรยากในปัจจุบัน เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีปัญหาเกี่ยวกับท่อนำไข่มักได้รับการรักษาด้วยการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) แทน และยังไม่มีบทบาทที่ชัดเจนในการประเมินพยาธิสภาพอื่น ๆ ของท่อนำไข่ที่นอกเหนือจากเรื่องการมีบุตรยาก
เครื่องมือที่ใช้
เครื่องมือส่องกล้องตรวจท่อนำไข่มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง โดยมีระบบหลัก ๆ ดังนี้:
- ระบบ Coaxial: บรรยายครั้งแรกโดย Kerin ในปี 1970 เป็นกล้องจุลทรรศน์ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.5 มิลลิเมตร มีความยืดหยุ่น ประกอบด้วยเส้นใยนำแสงและเส้นใยให้แสง มีกำลังขยายสูง โดยระบบนี้จำเป็นต้องใช้กล้องส่องโพรงมดลูก (Hysteroscope) เพื่อนำทางผ่านโพรงมดลูก
- ระบบ Linear-Everting Catheter (LEC): เป็นระบบสายสวนที่มีบอลลูนคลี่ตัวออกด้านนอก และมีกล้องส่องตรวจอยู่ภายใน สามารถสอดผ่านทางปากมดลูกได้โดยตรงโดยไม่ต้องใช้กล้องส่องโพรงมดลูกนำทาง
ขั้นตอนการปฏิบัติการ
ผู้ป่วยจะต้องได้รับยาสลบหรือยาที่ทำให้สงบสติอารมณ์ (Conscious sedation) และจัดให้อยู่ในท่าขึ้นขาหยั่ง (Lithotomy position) ขั้นตอนจะแตกต่างกันตามระบบที่ใช้:
- สำหรับระบบ Coaxial: แพทย์จะใช้กล้องส่องโพรงมดลูกเพื่อระบุตำแหน่งรูเปิดของท่อนำไข่ จากนั้นจึงสอดกล้องส่องท่อนำไข่ผ่านช่องปฏิบัติการของกล้องส่องโพรงมดลูกเพื่อเคลื่อนเข้าสู่ท่อนำไข่
- สำหรับระบบ LEC: สายสวนบอลลูนจะถูกดันเข้าไปยังมุมมดลูก (Uterine horn) จากนั้นกล้องจะถูกดันเข้าไปในท่อนำไข่ในขณะที่บอลลูนคลี่ตัวออก
ภาพที่ได้จากการส่องกล้องจะถูกส่งต่อไปยังระบบวิดีโอเพื่อให้แพทย์สามารถวิเคราะห์ผลได้แบบเรียลไทม์
การวินิจฉัยและการรักษา
เมื่อเปรียบเทียบกับการฉีดสีตรวจท่อนำไข่ (Hysterosalpingography - HSG) ซึ่งอาจมีผลบวกปลอมหรือผลลบปลอม การส่องกล้องตรวจท่อนำไข่ช่วยให้แพทย์เห็นภาพภายในท่อนำไข่ได้ชัดเจนขึ้น ทำให้สามารถระบุสิ่งต่อไปนี้ได้:
- การอุดตันของท่อนำไข่
- พังผืดภายในท่อนำไข่
- เศษสิ่งสกปรกหรือสิ่งตกค้างภายในท่อ
ในบางกรณี แพทย์สามารถใช้เครื่องมือนี้เพื่อกำจัดเศษสิ่งตกปรกหรือพังผืดบาง ๆ หรือทำการเปิดท่อนำไข่ที่อุดตันส่วนต้น (Proximal tubal obstruction) เพื่อให้สามารถตั้งครรภ์ได้ตามธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม หากมีการอุดตันอย่างรุนแรง การส่องกล้องจะไม่สามารถแก้ไขได้ และจำเป็นต้องใช้วิธีการผ่าตัดท่อนำไข่หรือการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) แทน
ภาวะแทรกซ้อนและข้อจำกัด
ภาวะแทรกซ้อน: ภาวะแทรกซ้อนที่รายงานบ่อยที่สุดคือการทะลุของท่อนำไข่ (Perforation) ซึ่งพบได้ประมาณ 4-5% ของท่อนำไข่ที่ได้รับการตรวจ
ข้อจำกัด: จากการศึกษาขนาดใหญ่แบบหลายศูนย์ในปี 2001 โดย Rimbach และคณะ ซึ่งศึกษาในผู้ป่วย 367 ราย พบข้อจำกัดสำคัญดังนี้:
- ความยากลำบากในการสอดกล้องเข้าสู่ท่อนำไข่
- ปัญหาแสงสะท้อนหรืออาการ "White out" จากเนื้อเยื่อที่ปกติ รวมถึงปัญหาจากพังผืดที่บดบังทัศนวิสัย
ผลการศึกษาพบว่าสามารถตรวจท่อนำไข่ได้อย่างสมบูรณ์เพียง 2 ใน 3 ของกรณีเท่านั้น ส่งผลให้ความสนใจในการส่องกล้องตรวจท่อนำไข่ลดลง และมีการตีพิมพ์งานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ลดน้อยลงในเวลาต่อมา
คำถามที่พบบ่อย
การส่องกล้องตรวจท่อนำไข่แตกต่างจากการฉีดสี (HSG) อย่างไร?
การฉีดสี (HSG) เป็นการใช้รังสีเอกซ์ดูการไหลของสารทึบรังสี แต่การส่องกล้อง (Falloposcopy) ช่วยให้แพทย์เห็นภาพจริงภายในท่อนำไข่ ทำให้ระบุพังผืดหรือสิ่งอุดตันได้แม่นยำกว่าในบางกรณี
การส่องกล้องตรวจท่อนำไข่สามารถรักษาการอุดตันได้หรือไม่?
สามารถรักษาการอุดตันส่วนต้น (Proximal obstruction) หรือกำจัดพังผืดบาง ๆ ได้ แต่หากมีการอุดตันรุนแรงจะไม่สามารถรักษาได้และต้องใช้วิธีอื่น เช่น IVF
การส่องกล้องตรวจท่อนำไข่มีความเสี่ยงอะไรบ้าง?
ความเสี่ยงหลักที่รายงานคือการเกิดรูทะลุที่ท่อนำไข่ ซึ่งพบได้ประมาณ 4-5% ของผู้ที่เข้ารับการตรวจ
ทำไมปัจจุบันจึงไม่ค่อยนิยมใช้การส่องกล้องตรวจท่อนำไข่?
เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านทัศนวิสัย (เช่น แสงสะท้อน) และความยากในการสอดกล้อง รวมถึงการพัฒนาของการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) ที่ให้ผลลัพธ์ในการตั้งครรภ์ที่ดีกว่าสำหรับผู้ที่มีปัญหาท่อนำไข่
