Fetal Warfarin Syndrome สาเหตุ สาเหตุ และอาการอาการของกลุ่มอาการฟีตัลวอร์ฟาริน
สรุปใจความสำคัญ
- Fetal Warfarin Syndrome เกิดจากการที่มารดาได้รับยา Warfarin ในระหว่างการตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นสารก่อความพิการ (teratogen) ที่สามารถผ่านรกได้
- กลไกการเกิดโรคเกิดจากการยับยั้งการทำงานของวิตามินเค และฮอร์โมน osteocalcin ซึ่งส่งผลให้กระดูกและกระดูกอ่อนเกิดความผิดปกติ
- ความรุนแรงของอาการขึ้นอยู่กับปริมาณยาที่ได้รับ และช่วงเวลาของการได้รับยาในครรภ์ โดยยาที่ได้รับในไตรมาสแรกจะส่งผลต่อร่างกายภายนอก และไตรมาสที่ 2 และ 3 จะส่งผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง
Fetal Warfarin Syndrome คือความผิดปกติของตัวอ่อนในครรภ์ที่เกิดขึ้นกับเด็กที่มารดาได้รับยา Warfarin (วอร์ฟาริน) หรือชื่อทางการค้าว่า Coumadin ในระหว่างการตั้งครรภ์ ยาชนิดนี้เป็นยาต้านการแข็งตัวของเลือด (anticoagulant) ที่ใช้เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำลึก (deep vein thrombosis) และการเกิดลิ่มเลือดอุดตันในปอด (embolism) ในผู้ป่วยที่มีลิ้นหัวใจเทียม หรือผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (atrial fibrillation) และผู้ที่เคยเป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบ (ischemic stroke)
สาเหตุและกลไกการเกิดโรค
วอร์ฟารินเป็นสารก่อความพิการ (teratogen) ที่สามารถผ่านจากมารดาไปยังทารกในครรภ์ได้ เนื่องจากมีน้ำหนักโมเลกุลต่ำ จึงสามารถผ่านแนวกั้นรก (placental barrier) ได้อย่างง่ายดาย
กลไกการเกิดโรคเกิดจากการที่วอร์ฟารินไปยับยั้งการทำงานของวิตามินเค (Vitamin K) โดยการยับยั้งเอนไซม์ Vitamin K epoxide reductase ซึ่งทำหน้าที่รีไซเคิลวิตามินเคให้กลับมาอยู่ในรูปที่ออกฤทธิ์ได้ การยับยั้งนี้ส่งผลกระทบต่อการสร้างปัจจัยการแข็งตัวของเลือด (clotting factors) และฮอร์โมน osteocalcin ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยในการสร้างกระดูกและกระดูกอ่อน
การยับยั้งปัจจัยการแข็งตัวของเลือดนำไปสู่การตกเลือดภายในของทารก ในขณะที่การยับยั้ง osteocalcin ทำให้การเจริญเติบโตของกระดูกลดลง นอกจากนี้ วอร์ฟารินยังอาจทำให้เกิดการแท้งบุตรหรือการตายคลอด (stillbirth) ได้ ดังนั้น ยาชนิดนี้จึงเป็นข้อห้ามใช้ในระหว่างการตั้งครรภ์
อาการและสัญญาณเตือน
อาการของ Fetal Warfarin Syndrome จะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล โดยความรุนแรงขึ้นอยู่กับปริมาณยาที่ได้รับ (dose dependent) โดยผู้ที่ได้รับยามากกว่า 5 มิลลิกรัมต่อวัน มีแนวโน้มที่จะเกิดความผิดปกติที่สังเกตเห็นได้ชัดเจนกว่า
การเจริญเติบโต
ทารกที่เกิดมาพร้อมกับกลุ่มอาการนี้อาจมีน้ำหนักตัวแรกเกิดต่ำกว่าเกณฑ์ และมีอัตราการเจริญเติบโตที่ช้าลงอย่างต่อเนื่อง
ความผิดปกติของใบหน้าและทางเดินหายใจ
เด็กที่มีกลุ่มอาการฟีตัลวอร์ฟารินมักแสดงความผิดปกติทางหู คอ จมูก และลำคอ ซึ่งสอดคล้องกับการเจริญเติบโตของกระดูกและกระดูกอ่อนที่ผิดปกติ ได้แก่:
- Hypoplasia of the nasal ridge: สันจมูกแบนราบ
- Midline groove: ร่องลึกบริเวณกลางจมูก
- Choanal atresia: ภาวะรูจมูกตีบตัน
- Cleft lip: ปากแหว่ง
- Laryngomalacia: ภาวะกล่องเสียงอ่อนตัว
ความผิดปกติเหล่านี้มักนำไปสู่ภาวะหายใจลำบาก (respiratory distress) และปัญหาด้านการพูดในภายหลัง
ความผิดปกติของดวงตา
ความผิดปกติของดวงตาที่พบบ่อย ได้แก่ ภาวะตาเล็ก (microphthalmia), ภาวะระยะห่างระหว่างหัวตามากเกินไป (telecanthus) และตาเหล่ (strabismus) นอกจากนี้ยังอาจพบภาวะท่อน้ำตาผิดที่ (ectopic lacrimal duct)
ความผิดปกติของร่างกายและโครงสร้างกระดูก
ความผิดปกติของโครงสร้างกระดูกทั่วร่างกายพบได้บ่อย โดยมีการลดลงของขนาดกระดูก ทำให้เกิดภาวะดังนี้:
- Rhizomelia: กระดูกต้นแขนและต้นขาหดสั้น
- Brachydactyly: นิ้วมือและนิ้วเท้าสั้น
- Scoliosis: กระดูกสันหลังคด
- Stippled epiphyses: จุดด่างบนปลายกระดูก (stippled epiphyses) ซึ่งเป็นลักษณะเด่นที่เห็นได้จากภาพเอกซเรย์
นอกจากนี้ยังอาจพบความผิดปกติของทรวงอก เช่น ภาวะอกบุ๋ม (pectus excavatum) หรืออกไก่ (pectus carinatum)
ความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลาง (CNS)
ความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลางสามารถนำไปสู่ความพิการทางสติปัญญาอย่างรุนแรง โดยพบภาวะดังนี้:
- Microcephaly: ศีรษะเล็ก
- Hydrocephaly: ภาวะโพรงสมองคั่งน้ำ
- Agenesis of the corpus callosum: ภาวะที่ไม่มีการสร้างเนื้อเยื่อเชื่อมสมองสองซีก
ความพิการทางสติปัญญาพบได้ประมาณ 31% ของกรณีทั้งหมด และอาจพบภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรง (hypotonia) หรือตาบอดจากการฝ่อของเส้นประสาทตา (optic nerve atrophy)
ความผิดปกติทางสรีรวิทยา
การยับยั้งการแข็งตัวของเลือดทำให้เกิดการตกเลือดภายใน ซึ่งส่งผลให้จำนวนเม็ดเลือดแดงลดลง และความดันโลหิตต่ำในทารกแรกเกิด นอกจากนี้ยังอาจพบภาวะเลือดเป็นกรด (acidosis) และการไหลซึมของเลือดจากตอสายสะดือที่ยาวนานกว่าปกติ
การวินิจฉัยและการจัดการ
การวินิจฉัยมักทำได้จากการซักประวัติการใช้ยาของมารดาในระหว่างการตั้งครรภ์ ร่วมกับการตรวจร่างกายทารกแรกเกิด และการตรวจทางรังสีวิทยาเพื่อหา stippled epiphyses
ตารางสรุปความผิดปกติ
| ระบบที่ได้รับผลกระทบ | ความผิดปกติที่พบบ่อย |
|---|---|
| ใบหน้าและทางเดินหายใจ | สันจมูกแบน, ร่องกลางจมูก, ปากแหว่ง, รูจมูกตีบตัน |
| โครงสร้างกระดูก | Rhizomelia, Brachydactyly, กระดูกสันหลังคด, Stippled epiphyses |
| ระบบประสาทส่วนกลาง | ศีรษะเล็ก, โพรงสมองคั่งน้ำ, ความพิการทางสติปัญญา |
| ระบบหัวใจและหลอดเลือด | ความผิดปกติของผนังกั้นหัวใจ, Coarctation of the aorta |
คำถามที่พบบ่อย
ยา Warfarin มีความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์อย่างไร?
ยา Warfarin เป็นสารก่อความพิการที่สามารถผ่านรกได้ โดยจะไปยับยั้งการทำงานของวิตามินเคและ osteocalcin ซึ่งทำให้เกิดความผิดปกติของกระดูก กระดูกอ่อน และอาจนำไปสู่ความพิการทางสติปัญญา หรือการแท้งบุตรได้
อาการของ Fetal Warfarin Syndrome จะแตกต่างกันตามช่วงเวลาที่ได้รับยาหรือไม่?
ใช่ ช่วงเวลาที่ได้รับยาได้รับผลกระทบต่างกัน โดยยาที่ได้รับในระหว่างไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์มักทำให้เกิดความผิดปกติทางร่างกาย (physical abnormalities) ในขณะที่ยาที่ได้รับในระหว่างไตรมาสที่ 2 และ 3 มักทำให้เกิดความซึ่งเป็นความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลาง (CNS abnormalities)
question ทำไมผู้ป่วยบางรายยังคงต้องใช้ยา Warfarin ในขณะตั้งครรภ์?
ในบางกรณี ความเสี่ยงจากการหยุดยา Warfarin อาจสูงกว่าความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์ เช่น ในผู้ป่วยที่มีลิ้นหัวใจเทียม (prosthetic heart valves) ซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตันที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตของมารดา
