← กลับไปยังบทความทั้งหมด

เมฆฟลามมาเจนิตัส (Flammagenitus) เมฆที่เกิดจากไฟป่าและภูเขาไฟ

สรุปใจความสำคัญ

  • เมฆฟลามมาเจนิตัสเกิดจากความร้อนรุนแรงจากไฟป่าหรือการระเบิดของภูเขาไฟที่ทำให้เกิดการพาความร้อน
  • หากเมฆชนิดนี้พัฒนาจนเกิดสายฟ้าได้ จะถูกเรียกว่า คิวมูลอนิมบัส ฟลามมาเจนิตัส
  • เมฆฟลามมาเจนิตัสสามารถส่งผลกระทบได้ทั้งการทำให้เกิดฝนตกเพื่อดับไฟ หรือสร้างลมกระโชกแรงและสายฟ้าที่ทำให้ไฟป่าลุกลาม

เมฆฟลามมาเจนิตัส (Flammagenitus) หรือที่รู้จักกันในชื่อ pyrocumulus หรือ เมฆไฟ คือเมฆคิวมูลัสที่มีความหนาแน่นสูง ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับไฟป่าขนาดใหญ่หรือการระเบิดของภูเขาไฟ ในทางพลศาสตร์ เมฆชนิดนี้มีความคล้ายคลึงกับพายุไฟ (firestorm) และทั้งสองปรากฏการณ์นี้อาจเกิดขึ้นพร้อมกันหรือเกิดขึ้นแยกกันก็ได้

การก่อตัวของเมฆฟลามมาเจนิตัส

แผนผังการก่อตัวของเมฆฟลามมาเจนิตัส
กระบวนการเกิดเมฆฟลามมาเจนิตัสจากการพาความร้อนของความร้อนสูง

เมฆฟลามมาเจนิตัสเกิดขึ้นจากความร้อนรุนแรงที่ส่งผ่านจากพื้นผิวขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ความร้อนนี้จะกระตุ้นให้เกิด การพาความร้อน (convection) ซึ่งทำให้มวลอากาศลอยตัวสูงขึ้นจนถึงจุดที่มีความเสถียร โดยมักจะเกิดขึ้นในสภาวะที่มีความชื้น ปรากฏการณ์เช่นการระเบิดของภูเขาไฟและไฟป่าสามารถกระตุ้นการก่อตัวของเมฆชนิดนี้ได้ โดยมีกลไกที่คล้ายกับเมฆโฮโมเจนิตัส (homogenitus)

การควบแน่นของความชื้นในบรรยากาศ รวมถึงความชื้นที่ระเหยมาจากพืชพรรณที่ถูกเผาไหม้ หรือก๊าซที่ปล่อยออกมาจากภูเขาไฟ (ซึ่งมีไอน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก) จะเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วบนอนุภาคของเถ้าถ่าน ซึ่งทำหน้าที่เป็นนิวเคลียสของการควบแน่น

ความปั่นป่วนและสายฟ้า

เมฆฟลามมาเจนิตัสมีความปั่นป่วนของอากาศอย่างรุนแรง ซึ่งแสดงออกในรูปของลมกระโชกแรงที่พื้นผิว ซึ่งอาจทำให้ไฟป่าลุกลามรุนแรงขึ้น นอกจากนี้ เมฆฟลามมาเจนิตัสขนาดใหญ่ โดยเฉพาะที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟ อาจทำให้เกิด สายฟ้า ได้ ซึ่งเชื่อว่าเกิดจากการแยกตัวของประจุไฟฟ้าที่เกิดจากความปั่นป่วนรุนแรงและลักษณะของอนุภาคเถ้าถ่าน

หากเมฆฟลามมาเจนิตัสพัฒนาจนสามารถผลิตสายฟ้าได้ จะถูกจัดเป็นเมฆคิวมูลอนิมบัสชนิดหนึ่ง เรียกว่า คิวมูลอนิมบัส ฟลามมาเจนิตัส (cumulonimbus flammagenitus) ซึ่งเป็นเมฆฝนฟ้าคะนองที่เกิดจากไฟ

ลักษณะปรากฏ

เมฆฟลามมาเจนิตัส มักมีสีเทาถึงสีน้ำตาล เนื่องจากมีเถ้าถ่านและควันไฟปนอยู่ และมักจะมีการขยายตัวอย่างรวดเร็วเนื่องจากเถ้าถ่านช่วยเพิ่มจำนวนนิวเคลียสของการควบแน่น

เมฆไพโรคิวมูลัสจากไฟป่าในอุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน
ไฟป่าในอุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตนสร้างเมฆไพโรคิวมูลัสขนาดใหญ่
เมฆฟลามมาเจนิตัสจากไฟป่าในเยลโลว์สโตน
เมฆฟลามมาเจนิตัสที่ก่อตัวเหนือพื้นที่ไฟป่าในอุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน

ผลกระทบต่อไฟป่า

เมฆฟลามมาเจนิตัสสามารถส่งผลได้ทั้งในทางบวกและทางลบต่อไฟป่า:

  • ช่วยดับไฟ: ในบางครั้ง ความชื้นในเมฆอาจควบแน่นและตกลงมาเป็นฝน ซึ่งช่วยดับไฟป่าได้
  • ทำให้ไฟรุนแรงขึ้น: หากไฟมีขนาดใหญ่พอ เมฆอาจเติบโตเป็นคิวมูลอนิมบัส ฟลามมาเจนิตัส ซึ่งผลิตสายฟ้าที่อาจไปจุดไฟในจุดอื่น และสร้างลมกระโชกแรงที่ทำให้ไฟป่าลุกลามรวดเร็วขึ้น

กรณีศึกษา เมฆเหนือเมืองฮิโรชิมา

เมฆเห็ดจากระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมา
ภาพจำลองหรือภาพถ่ายของเมฆที่เกิดจากการระเบิดของระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมา

การทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมาเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ. 1945 ก่อให้ให้เกิดเมฆเห็ด (mushroom cloud) ในช่วงแรก ซึ่งเกิดจากลูกไฟนิวเคลียร์และผลกระทบต่อบรรยากาศโดยตรง เมฆนี้จะสลายตัวภายใน 10-15 นาที

อย่างไรก็ตาม การโจมตีครั้งนั้นได้ทำให้เกิดไฟไหม้ปฐมภูมิและทุติยภูมิจำนวนมาก ซึ่งรวมตัวกันเป็นพายุไฟ (firestorm) และสร้างเมฆไพโรคิวมูลัส (pyrocumulus) ขนาดมหึมา ซึ่งมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเมฆเห็ดจากนิวเคลียร์เพียงอย่างเดียว แต่แท้จริงแล้วเกิดจากพายุไฟที่ตามมาภายหลัง

คำถามที่พบบ่อย

เมฆฟลามมาเจนิตัสแตกต่างจากเมฆปกติอย่างไร?

เมฆฟลามมาเจนิตัสแตกต่างตรงที่เกิดจากความร้อนรุนแรงจากพื้นผิว (เช่น ไฟป่าหรือภูเขาไฟ) แทนที่จะเกิดจากความร้อนของดวงอาทิตย์ที่พื้นผิวทั่วไป

เมฆฟลามมาเจนิตัสสามารถทำให้เกิดสายฟ้าได้จริงหรือ?

เมฆฟลามมาเจนิตัสมีสีอะไร?

มักมีสีเทาหรือน้ำตาล เนื่องจากมีเถ้าถ่านและควันไฟปนอยู่จำนวนมาก