ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของเซอร์เบียและมอนเตเนโกร
สรุปใจความสำคัญ
- เปลี่ยนชื่อจากสหพันธรัฐยูโกสลาเวียเป็นเซอร์เบียและมอนเตเนโกรในปี 2003
- ถูกโดดเดี่ยวจากนานาชาติในยุคของสโลโบดัน มิโลเซวิช จนกระทั่งปี 2000
- สาธารณรัฐเซอร์เบียเป็นผู้สืบทอดสิทธิ์และพันธกรณีทั้งหมดของรัฐรวมหลังมอนเตเนโกรแยกตัวในปี 2006
- ได้รับความช่วยเหลือจากรัสเซีย จีน และกรีซ ในช่วงที่ถูกคว่ำบาตรโดยตะวันตก
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของเซอร์เบียและมอนเตเนโกร (ซึ่งเดิมคือสหพันธรัฐยูโกสลาเวีย หรือ FR Yugoslavia) มีวิวัฒนาการที่ซับซ้อน โดยเริ่มต้นจากนโยบายชาตินิยมที่เข้มข้นในช่วงทศวรรษ 1990 นำไปสู่การถูกโดดเดี่ยวจากนานาชาติ และสิ้นสุดลงด้วยการแยกตัวเป็นเอกราชของมอนเตเนโกรในปี 2006

ยุคแห่งการโดดเดี่ยวและชาตินิยม (1992–2000)
หลังจากการล่มสลายของสหพันธรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวีย (SFR Yugoslavia) ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 นโยบายต่างประเทศของสหพันธรัฐยูโกสลาเวียแห่งใหม่มุ่งเน้นไปที่การรักษาตำแหน่งทางภูมิรัฐศาสตร์และความเป็นปึกแผ่นกับชาวเซิร์บในอดีตรัฐสมาชิกอื่นๆ ผ่านแคมเปญชาตินิยมที่รุนแรง
ในช่วงนี้ ประเทศพยายามอ้างสิทธิ์ในการเป็นรัฐสืบทอดเพียงหนึ่งเดียวของ SFR Yugoslavia เพื่อรักษาอภิสิทธิ์ในเวทีโลก แต่ความพยายามดังกล่าวไม่ประสบความสำเร็จ นำไปสู่การปฏิเสธที่จะสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์กรระหว่างประเทศใหม่ ส่งผลให้ประเทศตกอยู่ในสภาวะโดดเดี่ยวและถูกขนานนามว่าเป็น "รัฐนอกคอก" (Pariah State) โดยเฉพาะในยุคของสโลโบดัน มิโลเซวิช
แม้ว่าข้อตกลงสันติภาพเดย์ตัน (Dayton Peace Agreement) ในปี 1995 จะช่วยให้ความสัมพันธ์กับโครเอเชียเริ่มกลับมาดีขึ้น แต่สถานการณ์กลับทรุดลงอีกครั้งเมื่อเกิดสงครามโคโซโวและการทิ้งระเบิดของ NATO ในปี 1999 ซึ่งทำให้สหรัฐอเมริกาและประเทศส่วนใหญ่ในยุโรปตัดความสัมพันธ์ทางการทูต
การปรับตัวสู่สากลและการฟื้นฟูความสัมพันธ์ (2000–2006)
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2000 หลังการโค่นล้มสโลโบดัน มิโลเซวิช โดยรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีโซรัน ดินจิช และประธานาธิบดีโวอิสลาฟ โคชตูนิตซา ได้ดำเนินนโยบายสร้างเสถียรภาพและกระชับความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านและประชาคมโลก
- การกลับเข้าสู่เวทีโลก: ประเทศได้กลับเข้าเป็นสมาชิกของสหประชาชาติ (UN) และองค์การเพื่อความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป (OSCE) รวมถึงเข้าร่วมโครงการของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก
- ความร่วมมือทางกฎหมาย: ในปี 2002 รัฐบาลได้จัดตั้งคณะกรรมการประสานงานกับศาลอาญาระหว่างประเทศสำหรับอดีตยูโกสลาเวีย (ICTY) เพื่อส่งตัวอาชญากรสงครามไปดำเนินคดีที่กรุงเฮก
- การแก้ไขข้อพิพาท: มีการยุติข้อพิพาทเรื่องพรมแดนกับสาธารณรัฐมาซิโดเนียในช่วงปี 2002 และสร้างความร่วมมือกับคณะบริหารชั่วคราวของสหประชาชาติในโคโซโว (UNMIK)

การล่มสลายของรัฐรวมและการสืบทอดสิทธิ์
ในปี 2006 มอนเตเนโกรได้จัดทำประชามติเพื่อแยกตัวเป็นเอกราช นำไปสู่การสิ้นสุดของรัฐรวมเซอร์เบียและมอนเตเนโกร ทั้งสองประเทศได้ตกลงให้ สาธารณรัฐเซอร์เบีย เป็นผู้สืบทอดสิทธิ์และพันธกรณีทั้งหมดของสหพันธรัฐยูโกสลาเวียแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งรวมถึงสมาชิกภาพในองค์กรระหว่างประเทศ ทรัพย์สินของรัฐบาลกลาง (เช่น สถานทูต) และสนธิสัญญาต่างๆ
นอกจากนี้ ตามบันทึกข้อตกลงเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2006 เซอร์เบียตกลงที่จะให้บริการด้านกงสุลแก่พลเมืองมอนเตเนโกรในประเทศที่มอนเตเนโกรยังไม่มีสถานทูตหรือสำนักงานเป็นของตนเอง
ความช่วยเหลือจากต่างประเทศ
ในช่วงที่มีความขัดแย้งกับ NATO รัฐบาลในเบลเกรดไม่ได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ และยุโรปตะวันตก แต่ได้รับความสนับสนุนจากรัสเซีย จีน และกรีซ อย่างไรก็ตาม หลังปี 2000 ความช่วยเหลือจากสหภาพยุโรป (EU) ได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และข้อจำกัดด้านความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ ได้ถูกยกเลิกเมื่อรัฐรวมเซอร์เบียและมอนเตเนโกรเริ่มปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศ
คำถามที่พบบ่อย
ทำไมเซอร์เบียและมอนเตเนโกรถึงถูกเรียกว่ารัฐนอกคอกในช่วงหนึ่ง?
เนื่องจากนโยบายชาตินิยมที่รุนแรง การมีส่วนร่วมในสงครามยูโกสลาเวีย และการปฏิเสธที่จะยอมรับสถานะการเป็นรัฐสืบทอดร่วมกับรัฐอื่นๆ ในอดีตสหพันธรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวีย ทำให้ถูกคว่ำบาตรและโดดเดี่ยวจากนานาชาติ
เกิดอะไรขึ้นหลังการประชามติแยกตัวของมอนเตเนโกรในปี 2006?
มอนเตเนโกรแยกตัวเป็นเอกราช และตกลงให้สาธารณรัฐเซอร์เบียเป็นผู้สืบทอดสิทธิ์ พันธกรณี และสมาชิกภาพในองค์กรระหว่างประเทศทั้งหมดของรัฐรวมเดิมแต่เพียงผู้เดียว
ประเทศใดให้ความช่วยเหลือเซอร์เบียและมอนเตเนโกรในช่วงที่ถูกตะวันตกคว่ำบาตร?
รัสเซีย จีน และกรีซ เป็นประเทศหลักที่ให้ความช่วยเหลือในช่วงที่สหรัฐฯ และยุโรปตะวันตกตัดความสัมพันธ์