ความสัมพันธ์ระหว่างฝรั่งเศสและอิตาลี ประวัติศาสตร์และพันธมิตร
สรุปใจความสำคัญ
- ฝรั่งเศสและอิตาลีเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งของสหภาพยุโรป (EU), G7 และ NATO
- สนธิสัญญาปารีสปี 1947 เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความร่วมมือที่ใกล้ชิดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
- มีข้อพิพาททางดินแดนที่ยังไม่สิ้นสุดเกี่ยวกับยอดเขา Mont Blanc
- พรมแดนระหว่างสองประเทศยาว 488 กิโลเมตร
ความสัมพันธ์ระหว่างฝรั่งเศสและอิตาลีดำเนินไปในหลายระดับ ทั้งด้านการทูต การเมือง การทหาร เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ทั้งสองประเทศเป็นประเทศในยุโรปที่มีพรมแดนติดกัน ซึ่งมีความผูกพันกันอย่างลึกซึ้งทั้งในด้านประวัติศาสตร์และความร่วมมือในปัจจุบัน

ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์
ฝรั่งเศสมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้อิตาลีรวมชาติได้สำเร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเอาชนะจักรวรรดิออสเตรียในสงครามประกาศอิสรภาพของอิตาลีครั้งที่สอง รวมถึงการสนับสนุนด้านการเงิน
อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ทั้งสองประเทศกลายเป็นคู่แข่งกันในการแย่งชิงอำนาจควบคุมทูนิเซียและแอฟริกาเหนือ ซึ่งนำไปสู่การที่อิตาลีเข้าร่วมพันธมิตรสามฝ่าย (Triple Alliance) กับเยอรมนีและออสเตรีย-ฮังการีในปี 1882
สงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2
เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 อุบัติขึ้นในปี 1914 อิตาลีวางตัวเป็นกลางในตอนแรก แต่ต่อมาได้ตกลงกับสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสเพื่อเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตร โดยได้รับคำมั่นสัญญาว่าจะได้รับดินแดนของออสเตรียและจักรวรรดิออตโตมัน
ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝรั่งเศสถูกเยอรมนีเอาชนะในยุทธการแห่งฝรั่งเศส (Battle of France) ปี 1940 และอิตาลีภายใต้การนำของเบนิโต มุสโสลินี ได้ประกาศสงครามกับฝรั่งเศสและเข้ายึดครองพื้นที่บางส่วนบริเวณพรมแดน รวมถึงเกาะคอร์ซิกาในปี 1942
ความร่วมมือหลังสงครามโลก
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งสองประเทศได้ลงนามใน สนธิสัญญาฝรั่งเศส-อิตาลี ปี 1947 (หรือสนธิสัญญาปารีส) เพื่อสร้างพันธมิตรที่ใกล้ชิดและเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม
- สหภาพยุโรป: ทั้งสองประเทศเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งของประชาคมถ่านหินและเหล็กกล้าแห่งยุโรป (ECSC) ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของสหภาพยุโรป
- G7/G8 และ NATO: ทั้งสองประเทศเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งของกลุ่ม G7/G8 และองค์การนาโต (NATO)
- เมืองพี่เมืองน้อง: ตั้งแต่ปี 1956 กรุงโรมและกรุงปารีสได้เป็นเมืองพี่เมืองน้องซึ่งกันและกันอย่างเป็นทางการ
พรมแดนและการแบ่งเขต
ฝรั่งเศสและอิตาลีมีพรมแดนร่วมกันยาว 488 กิโลเมตร ซึ่งส่วนใหญ่ถูกกำหนดโดยสนธิสัญญาตูรินในปี 1860 และมีการปรับปรุงเล็กน้อยในสนธิสัญญาปารีสปี 1947
พรมแดนนี้ไม่ได้ตรงกับพรมแดนทางภาษาเสมอไป ตัวอย่างเช่น เกาะคอร์ซิกา (Corsica) ซึ่งเดิมพูดภาษาอิตาลี แต่เป็นส่วนหนึ่งของฝรั่งเศส ในขณะที่หุบเขาอาออสต้า (Valle d'Aosta) ซึ่งพูดภาษาฝรั่งเศส แต่เป็นส่วนหนึ่งของอิตาลี
ข้อพิพาทเรื่องยอดเขา Mont Blanc
ปัจจุบันยังคงมีข้อพิพาททางดินแดนเหนือความเป็นเจ้าของยอดเขา Mont Blanc ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในยุโรปตะวันตก
อิทธิพลของจักรพรรดินโปเลียนที่ 1
จักรพรรดินโปเลียนที่ 1 ปกครองอิตาลีเกือบทั้งหมด (ยกเว้นเกาะซิซิลีและซาร์ดิเนีย) ระหว่างปี 1796 ถึง 1814 นโปเลียนได้นำการปฏิรูปครั้งใหญ่มาสู่ระบบการเมืองและกฎหมายของอิตาลี ซึ่งช่วยกระตุ้นให้เกิดลัทธิชาตินิยมอิตาลีและความต้องการรวมชาติ (Risorgimento)
- การยกเลิกกฎหมายศักดินา
- การสร้างระบบบริหารที่เน้นความเชี่ยวชาญมากกว่าการใช้เส้นสาย
- การลดอำนาจผูกขาดของชนชั้นสูงในรัฐบาล
- การขายที่ดินของศาสนจักร
คำถามที่พบบ่อย
สนธิสัญญาปารีสปี 1947 มีความสำคัญอย่างไร?
เป็นสนธิสัญญาที่สร้างพันธมิตรที่ใกล้ชิดระหว่างฝรั่งเศสและอิตาลีหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม และเป็นรากฐานของสหภาพยุโรป
ทำไมเกาะคอร์ซิกาจึงเป็นของฝรั่งเศส?
เกาะคอร์ซิกาเป็นส่วนหนึ่งของฝรั่งเศส แม้ว่าทางวัฒนธรรมและภาษาจะมีความใกล้ชิดกับอิตาลีอย่างมากก็ตาม
นโปเลียนที่ 1 ส่งผลกระทบต่ออิตาลีอย่างไร?
นโปเลียนนำการปฏิรูปกฎหมายและการบริหารมาใช้ ซึ่งช่วยทำลายระบบศักดินาและกระตุ้นให้เกิดลัทธิชาตินิยมที่นำไปสู่การรวมชาติอิตาลีในเวลาต่อมา

