แฟรงก์ บัคแลนด์ ศัลยแพทย์และนักสัตววิทยาผู้หลงใหลในธรรมชาติ
สรุปใจความสำคัญ
- เป็นบุตรของนักธรณีวิทยาชื่อดัง วิลเลียม บัคแลนด์ และมีความหลงใหลในธรรมชาติวิทยาตั้งแต่เด็ก
- เคยนำหมีสัตว์เลี้ยงสวมชุดครุยเข้าร่วมงานเลี้ยงทางวิชาการที่ออกซฟอร์ด
- เป็นศัลยแพทย์ผู้ช่วยของกองทหารรักษาพระองค์ที่ 2 (2nd Life Guards) ซึ่งเปิดโอกาสให้เขาศึกษาธรรมชาติวิทยาอย่างเต็มที่
- ค้นพบโลงศพของศัลยแพทย์ชื่อดัง จอห์น ฮันเตอร์ ในปี 1859
แฟรงก์ บัคแลนด์ (Francis Trevelyan Buckland; 17 ธันวาคม 1826 – 19 ธันวาคม 1880) เป็นศัลยแพทย์ นักสัตววิทยา นักเขียน และนักประวัติศาสตร์ธรรมชาติชาวอังกฤษ ผู้มีชื่อเสียงจากการผสมผสานความรู้ด้านการแพทย์เข้ากับความหลงใหลในโลกของสัตว์ บัคแลนด์เกิดในครอบครัวที่โดดเด่นด้านธรรมชาติวิทยา โดยเขามีความสนใจเป็นพิเศษในเรื่องปลาและสัตว์แปลก รวมถึงการทดลองชิมเนื้อสัตว์หลากหลายชนิด ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ได้รับอิทธิพลมาจากบิดาของเขา

ชีวิตช่วงต้นและการศึกษา
แฟรงก์เป็นบุตรชายคนโตของ แคนนอน วิลเลียม บัคแลนด์ (Canon William Buckland) นักธรณีวิทยาและนักบรรพชีวินวิทยาชื่อดัง และแมรี (Mary) ผู้เชี่ยวชาญด้านการเก็บสะสมฟอสซิลและนักวาดภาพประกอบ เขาเติบโตในเมืองออกซฟอร์ดและได้รับการศึกษาเบื้องต้นจากมารดา ก่อนจะเข้าเรียนในโรงเรียนประจำที่คอตเตอร์สต็อก และต่อมาที่โรงเรียนเตรียมความพร้อมในลาเลแฮม ซึ่งมีสภาพแวดล้อมที่เข้มงวดและรุนแรง
ต่อมาเขาได้รับทุนการศึกษาเข้าเรียนที่วิทยาลัยวินเชสเตอร์ (Winchester College) ซึ่งที่นี่เขาเริ่มแสดงความสนใจในสัตว์อย่างชัดเจน โดยมักจะดักจับหนูและสัตว์ฟันแทะมาผ่าชันสูตร และในบางครั้งก็นำมาลองรับประทาน ซึ่งพฤติกรรมที่แปลกประหลาดนี้ทำให้เพื่อนร่วมชั้นบางคนรู้สึกไม่สบายใจ โดยเฉพาะเมื่อมีกลิ่นไม่พึงประสงค์จากซากแมวที่เขาเก็บไว้ใต้เตียง
บัคแลนด์เข้าศึกษาที่วิทยาลัยไครสต์เชิร์ช (Christ Church) แห่งมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดในปี 1844 แม้จะไม่ใช่ผู้ที่มีผลการเรียนโดดเด่นที่สุด แต่เขาก็มีความกระตือรือร้นในด้านธรรมชาติวิทยาอย่างมาก ครั้งหนึ่งเขาเคยนำหมีสัตว์เลี้ยงชื่อ "ไทเกลธ ไพเลเซอร์" (Tigleth Pileser) ที่สวมชุดครุยนักศึกษาเข้าร่วมงานเลี้ยงของสมาคมบริติช (British Association) จนกระทั่งคณบดีสั่งให้เขาเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างตัวเขาหรือหมีตัวนั้นที่จะต้องออกไป
เส้นทางวิชาชีพด้านการแพทย์และศัลยกรรม
หลังจากสำเร็จการศึกษาจากออกซฟอร์ดในปี 1848 บัคแลนด์ได้ศึกษาต่อด้านศัลยกรรมที่โรงพยาบาลเซนต์จอร์จ (St George's Hospital) ในลอนดอน ภายใต้การดูแลของซีซาร์ ฮอว์กินส์ (Caesar Hawkins) และได้เข้าเรียนในชั้นเรียนของเฮนรี เกรย์ (Henry Gray) เขาได้รับวุฒิ MRCS ในปี 1851 และได้รับการแต่งตั้งเป็นศัลยแพทย์ผู้ช่วย (Assistant Surgeon) ที่โรงพยาบาลเซนต์จอร์จในปี 1852
เพื่อนร่วมงานของเขา บรรยายถึงบัคแลนด์ว่าเป็นผู้ที่มีความหลงใหลในศัลยกรรมอย่างมาก แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงความสนใจในธรรมชาติวิทยาอย่างไม่ลดละ เขามักจะรับประทานส่วนต่าง ๆ ของสัตว์ เช่น สมองไก่ ซึ่งเป็นการกระทำที่ท้าทายความเชื่อหรือความรังเกียจในสมัยนั้น
บทบาทในกองทัพและการค้นพบทางประวัติศาสตร์
ในปี 1854 บัคแลนด์เข้าร่วมกับกองทหารรักษาพระองค์ที่ 2 (2nd Life Guards) ในตำแหน่งศัลยแพทย์ผู้ช่วย ซึ่งตำแหน่งนี้ทำให้เขามีเวลาว่างมากขึ้นในการศึกษาธรรมชาติวิทยา เนื่องจากกองทหารรักษาพระองค์ไม่ได้ถูกส่งไปปฏิบัติการในต่างแดนบ่อยครั้งในช่วงเวลานั้น เขาดำรงตำแหน่งนี้จนถึงปี 1863
เหตุการณ์สำคัญครั้งหนึ่งในชีวิตของเขาคือการค้นพบโลงศพของ จอห์น ฮันเตอร์ (John Hunter) ศัลยแพทย์ผู้ยิ่งใหญ่ในศตวรรษที่ 18 โดยบัคแลนด์ได้ค้นหาในห้องเก็บศพของโบสถ์เซนต์มาร์ติน-อิน-เดอะ-ฟิลด์ส (St Martin-in-the-Fields) ในปี 1859 และสามารถค้นพบโลงศพได้สำเร็จท่ามกลางสภาพอากาศที่เลวร้ายในห้องใต้ดิน ซึ่งทำให้เขาได้รับเหรียญรางวัลจากโรงเรียนการแพทย์ลีดส์ (Leeds School of Medicine)
การอุทิศตนเพื่อธรรมชาติวิทยา
บัคแลนด์เป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้งสมาคมการปรับตัวของสัตว์ (Acclimatisation Society) ในบริเตน ซึ่งเป็นองค์กรที่สนับสนุนการนำเข้าพืชและสัตว์ชนิดใหม่ ๆ จากต่างประเทศเพื่อใช้เป็นแหล่งอาหาร ซึ่งแนวคิดนี้เกิดจากความสนใจส่วนตัวของเขาในการชิมเนื้อสัตว์แปลก ๆ เพื่อศึกษาคุณค่าและรสชาติ
คำถามที่พบบ่อย
แฟรงก์ บัคแลนด์ มีความสนใจพิเศษในเรื่องใด?
เขามีความสนใจอย่างมากในด้านสัตววิทยาและประวัติศาสตร์ธรรมชาติ โดยเฉพาะการศึกษาพฤติกรรมสัตว์และการทดลองชิมเนื้อสัตว์แปลกเพื่อศึกษาคุณค่าทางอาหาร
ทำไมเขาถึงนำหมีเข้างานเลี้ยงที่ออกซฟอร์ด?
เป็นพฤติกรรมที่สะท้อนถึงความผูกพันและความหลงใหลในสัตว์ของเขา ซึ่งเขาได้นำหมีชื่อ ไทเกลธ ไพเลเซอร์ มาสวมชุดครุยนักศึกษาเพื่อสร้างสีสันในงานเลี้ยงของสมาคมบริติช
บทบาทสำคัญของเขาในด้านการแพทย์คืออะไร?
เขาเป็นศัลยแพทย์ที่โรงพยาบาลเซนต์จอร์จ และต่อมาเป็นศัลยแพทย์ผู้ช่วยในกองทหารรักษาพระองค์ที่ 2 (2nd Life Guards)