← กลับไปยังบทความทั้งหมด

พลเอก เซอร์ รูเพิร์ต สมิธ นายทหารระดับสูงและนักยุทธศาสตร์การทหารของอังกฤษ

สรุปใจความสำคัญ

  • เป็นอดีตนายทหารระดับสูงของกองทัพบกอังกฤษที่เคยดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการทหารสูงสุดของยุโรป (NATO)
  • เป็นผู้บัญชาการกองกำลังทางบกของอังกฤษในสงครามอ่าว (Operation Granby) นำกำลังพลกว่า 35,000 นาย
  • ผู้เขียนหนังสือ 'The Utility of Force' ซึ่งวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างการชนะการรบและการชนะสงครามในโลกสมัยใหม่
  • ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงหลายรายการ รวมถึง KCB, DSO และ Bar

พลเอก เซอร์ รูเพิร์ต แอนโทนี สมิธ (General Sir Rupert Anthony Smith, KCB, DSO & Bar, OBE, QGM) เกิดเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม ค.ศ. 1943 เป็นอดีตนายทหารระดับสูงของกองทัพบกอังกฤษและนักเขียนผู้ทรงอิทธิพลในด้านยุทธศาสตร์การทหาร เขาเป็นที่รู้จักจากการดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการระดับสูงในปฏิบัติการทางทหารที่สำคัญหลายครั้ง รวมถึงสงครามอ่าวและสงครามบอสเนีย และเคยดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการทหารสูงสุดของยุโรป (Deputy Supreme Allied Commander Europe) ขององค์การนาโต (NATO)

ประวัติช่วงต้นและการศึกษา

รูเพิร์ต สมิธ เกิดที่เมืองเชลม์สฟอร์ด มณฑลเอสเซกซ์ ประเทศอังกฤษ เป็นบุตรของเออร์วิง สมิธ และโจน เดเบนแฮม โดยบิดาของเขาเป็นนักบินขับไล่ผู้มีชื่อเสียงชาวนิวซีแลนด์ในยุทธการแห่งบริเตน (Battle of Britain) และเคยดำรงตำแหน่งผู้บังคับฝูงบินที่ 487 ของกองทัพอากาศนิวซีแลนด์ (RNZAF) ก่อนจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งกลุ่มกัปตันในกองทัพอากาศอังกฤษ (RAF)

สมิธสำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยเฮลลีเบอรีและอิมพีเรียลเซอร์วิส (Haileybury and Imperial Service College) และเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนทหารบกแซนด์เฮิร์สต์ (Royal Military Academy Sandhurst)

เส้นทางการรับราชการทหาร

สมิธเข้าเรียนที่โรงเรียนทหารบกแซนด์เฮิร์สต์ในปี ค.ศ. 1962 และได้รับยศร้อยตรีในกรมทหารพลร่ม (Parachute Regiment) เมื่อเดือนธันวาคม ค.ศ. 1964 เขาได้ปฏิบัติหน้าที่ในหลายภูมิภาคทั่วโลก ได้แก่ แอฟริกาตะวันออกและใต้, คาบสมุทรอาหรับ, แคริบเบียน, ไอร์แลนด์เหนือ, ยุโรป และมาเลเซีย

การเลื่อนยศและรางวัลเกียรติยศ

สมิธได้รับการเลื่อนยศอย่างต่อเนื่องตลอดอาชีพการทำงาน โดยได้รับยศร้อยโทในปี 1966, ร้อยเอกในปี 1970 และพันตรีในปี 1975 ในปี 1978 เขาได้รับเหรียญกล้าหาญของสมเด็จพระราชินีนาถ (Queen's Gallantry Medal) จากการปฏิบัติหน้าที่ในไอร์แลนด์เหนือ

ต่อมาเขาได้รับการเลื่อนยศเป็นพันโทในปี 1980 และได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ OBE ในปี 1982 จากนั้นได้รับการเลื่อนยศเป็นพันเอกในปี 1985 และพลจัตวา (Brigadier) ในเดือนธันวาคม 1986

บทบาทในสงครามอ่าว (Operation Granby)

ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1990 สมิธได้รับการเลื่อนยศเป็นพลตรีและได้รับมอบหมายให้บัญชาการกองพลยานเกราะที่ 1 (1st Armoured Division) ในช่วงสงครามอ่าว เขาเป็นผู้นำกองกำลังทางบกของอังกฤษที่ใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง โดยนำกำลังพลกว่า 35,000 นายปฏิบัติการภายใต้การควบคุมทางยุทธวิธีของสหรัฐอเมริกา

ในระหว่างการรบทางบก กองพลของเขามีบทบาทสำคัญในยุทธการของกองพลน้อยที่ 7 (VII Corps) ของสหรัฐฯ โดยการเจาะทะลวงสนามทุ่นระเบิดและรุกคืบอย่างรวดเร็วเพื่อทำลายกองพลของอิรัก ซึ่งช่วยให้กองกำลังหลักของปฏิบัติการพายุทะเลทราย (Desert Storm) สามารถรุกคืบและทำลายกองกำลังส่วนหลังของอิรักได้สำเร็จ จากผลงานนี้เขาได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ DSO, Legion of Merit ของสหรัฐอเมริกา และเครื่องราชอิสริยาภรณ์กษัตริย์อับดุลอาซิซ ชั้นที่ 3 ของซาอุดีอาระเบีย

บทบาทในบอสเนียและไอร์แลนด์เหนือ

ปี 1992 สมิธดำรงตำแหน่งผู้ช่วยหัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการป้องกันประเทศและความมั่นคงที่กระทรวงกลาโหมอังกฤษ และมีส่วนร่วมในการวางยุทธศาสตร์ในบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา ต่อมาในปี 1995 เขาได้รับยศพลโทและดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองกำลัง UNPROFOR ในเมืองซาราเยโว ประเทศบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา ซึ่งเขาได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ DSO Bar ในปี 1996

ระหว่างปี 1996 ถึง 1998 เขาได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดในไอร์แลนด์เหนือ (General Officer Commanding Northern Ireland) และได้รับแต่งตั้งเป็นอัศวิน (Knight Commander of the Order of the Bath) ในปี 1996

ตำแหน่งสุดท้ายและการเกษียณอายุ

ตำแหน่งสุดท้ายของเขาคือรองผู้บัญชาการทหารสูงสุดของยุโรป (Deputy Supreme Allied Commander Europe) ระหว่างปี 1998 ถึง 2001 ซึ่งครอบคลุมปฏิบัติการ Allied Force ในสงครามโคโซโว และการพัฒนากรอบความมั่นคงและการป้องกันยุโรป เขาได้รับยศพลเอกอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มกราคม 1999 และเกษียณอายุราชการในเดือนมกราคม 2002

ผลงานทางวิชาการ

หลังเกษียณอายุ สมิธได้เขียนหนังสือชื่อ The Utility of Force: The Art of War in the Modern World (ค.ศ. 2005) ซึ่งเป็นบทวิเคราะห์เกี่ยวกับการสงครามสมัยใหม่ โดยเขาตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดกองทัพที่ทรงพลังที่สุดในโลกจึงสามารถชนะการรบในสมรภูมิได้ แต่กลับล้มเหลวในการชนะสงครามในภาพรวม ซึ่งเป็นประเด็นที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในแวดวงยุทธศาสตร์การทหาร

คำถามที่พบบ่อย

พลเอก เซอร์ รูเพิร์ต สมิธ คือใคร?

เขาเป็นอดีตนายทหารระดับสูงของกองทัพบกอังกฤษและนักยุทธศาสตร์การทหาร ผู้เคยบัญชาการกองกำลังในสงครามอ่าวและสงครามบอสเนีย และดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการทหารสูงสุดของยุโรปของ NATO

บทบาทสำคัญของเขาในสงครามอ่าวคืออะไร?

เขาบัญชาการกองพลยานเกราะที่ 1 นำกำลังพล 35,000 นาย เจาะทะลวงแนวป้องกันของอิรัก ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ปฏิบัติการพายุทะเลทรายประสบความสำเร็จ

หนังสือ 'The Utility of Force' กล่าวถึงเรื่องอะไร?

หนังสือเล่มนี้วิเคราะห์ว่าทำไมกองทัพที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพในการรบทางยุทธวิธีจึงมักล้มเหลวในเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อให้บรรลุชัยชนะในสงครามสมัยใหม่

เขาเคยดำรงตำแหน่งอะไรใน NATO?

เขาดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการทหารสูงสุดของยุโรป (Deputy Supreme Allied Commander Europe) ระหว่างปี 1998 ถึง 2001