การประชุมทางเรือที่เจนีวา 1927 ความพยายามจำกัดอาวุธทางเรือ
สรุปใจความสำคัญ
- การประชุมจัดขึ้นที่เมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 20 มิถุนายน ถึง 4 สิงหาคม ค.ศ. 1927
- มีเป้าหมายเพื่อขยายการจำกัดอาวุธทางเรือจากสนธิสัญญาทางเรือวอชิงตันให้ครอบคลุมเรือลาดตระเวน เรือพิฆาต และเรือดำน้ำ
- การประชุมล้มเหลวเนื่องจากความขัดแย้งในจุดยืนระหว่างสหรัฐฯ ที่ต้องการเรือลาดตระเวนหนัก และสหราชอาณาจักรที่ต้องการจำนวนเรือลาดตระเวนจำนวนมากเพื่อดูแลอาณานิคม
- ความล้มเหลวที่เจนีวานำไปสู่การเจรจาอีกครั้งในสนธิสัญญาทางเรือลอนดอน ค.ศ. 1930
การประชุมทางเรือที่เจนีวา เป็นการประชุมที่จัดขึ้นเพื่อหารือเกี่ยวกับการจำกัดอาวุธทางเรือ โดยจัดขึ้นที่เมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 20 มิถุนายน ถึง 4 สิงหาคม ค.ศ. 1927 เป้าหมายหลักของการประชุมครั้งนี้คือการขยายขอบเขตการจำกัดการสร้างเรือรบ ซึ่งเคยตกลงกันไว้ในสนธิสัญญาทางเรือวอชิงตัน (Washington Naval Treaty)

ภูมิหลังของการประชุม
ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1927 ประธานาธิบดี แคลวิน คูลิดจ์ (Calvin Coolidge) ของสหรัฐอเมริกา ได้เรียกร้องให้กลุ่มมหาอำนาจ 5 ชาติ (Big Five Powers) มาพบกันที่เจนีวาเพื่อเผชิญหน้ากับปัญหาการแข่งขันทางเรือ ซึ่งเป็นผลมาจากการหารือเรื่องการลดอาวุธในการประชุมของสันนิบาตชาติ โดยสหราชอาณาจักรและญี่ปุ่นได้ตอบรับคำเชิญ แต่ฝรั่งเศสและอิตาลีซึ่งเป็นผู้ลงนามในสนธิสัญญาทางเรือวอชิงตันได้ปฏิเสธ
สนธิสัญญาทางเรือวอชิงตันได้กำหนดสัดส่วนความแข็งแกร่งของเรือรบหลัก (เรือประจัญบานและเรือประจัญบานเร็ว) ไว้ที่ 5:5:3:1.75:1.75 สำหรับสหราชอาณาจักร, สหรัฐอเมริกา, ญี่ปุ่น, ฝรั่งเศส และอิตาลี ตามลำดับ สหรัฐฯ ต้องการใช้การประชุมที่เจนีวาเพื่อขยายสัดส่วนนี้ไปยังเรือขนาดเล็ก โดยเสนอให้สหราชอาณาจักรและสหรัฐฯ มีเรือลาดตระเวนรวมระวางขับน้ำ 300,000 ตัน และญี่ปุ่น 180,000 ตัน ในขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ต้องการหลีกเลี่ยงการจำกัดขนาดของเรือแต่ละลำเพิ่มเติม
การเจรจาและความขัดแย้ง
ภายใต้สนธิสัญญาทางเรือวอชิงตัน แต่ละประเทศได้รับอนุญาตให้สร้างเรือลาดตระเวนที่มีระวางขับน้ำสูงสุด 10,000 ตัน และติดตั้งปืนขนาด 8 นิ้ว ซึ่งในทางปฏิบัติ ตัวเลขนี้กลายเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำที่กองทัพเรือต่าง ๆ แข่งกันออกแบบเรือให้มีระวางขับน้ำ 10,000 ตันพอดี
- จุดยืนของสหรัฐฯ: ไม่ยอมประนีประนอมในแผนการสร้างเรือลาดตระเวนหนัก 25 ลำ ระวางขับน้ำลำละ 10,000 ตัน (รวม 250,000 ตัน)
- จุดยืนของสหราชอาณาจักร: ยินดีที่จะยอมรับความเท่าเทียมกับสหรัฐฯ ในด้านจำนวนเรือลาดตระเวน แต่ต้องการให้กองทัพเรืออังกฤษสามารถรักษาจำนวนเรือลาดตระเวนจำนวนมากได้ (แม้จะเป็นเรือขนาดเล็กและราคาถูกกว่า) เพื่อปกป้องเส้นทางการค้าและพันธกิจในอาณานิคม โดยเสนอให้ลดขีดจำกัด 10,000 ตัน และปืน 8 นิ้วสำหรับเรือสร้างใหม่ และประเมินว่าต้องการเรือลาดตระเวน 70 ลำ รวมระวางขับน้ำ 560,000 ตัน
- จุดยืนของญี่ปุ่น: กังวลเรื่องการทำซ้ำสัดส่วน 5:5:3 โดยกองทัพเรือญี่ปุ่นเชื่อว่ากองเรือที่มีขนาด 70% ของสหรัฐฯ เป็นระดับขั้นต่ำที่จำเป็นในการชนะสงครามกับสหรัฐฯ ดังนั้นการรักษาสัดส่วนนี้ในเรือลาดตระเวนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
ท้ายที่สุด ผู้เข้าร่วมการประชุมไม่สามารถบรรลุข้อตกลงที่มีผลผูกพันเกี่ยวกับการจัดสรรระวางขับน้ำของเรือรบได้
ผลกระทบและบทสรุป
ประเด็นเรื่องการจำกัดระวางขับน้ำของเรือลาดตระเวนถูกยกขึ้นมาหารืออีกครั้งในการประชุมทางเรือที่ลอนดอน ค.ศ. 1930 ซึ่งนำไปสู่ สนธิสัญญาทางเรือลอนดอน (London Naval Treaty) การประชุมที่ลอนดอนประสบความสำเร็จในจุดที่เจนีวาล้มเหลว โดยสหรัฐฯ ได้รับอนุญาตให้มีเรือลาดตระเวนหนักจำนวนมากกว่าสหราชอาณาจักร แต่สหราชอาณาจักรได้รับอนุญาตให้มีเรือลาดตระเวนเบาจำนวนมากกว่า
ปัจจัยที่ทำให้การประชุมที่ลอนดอนประสบความสำเร็จ ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่คณะผู้แทนของอังกฤษและสหรัฐฯ ตระหนักถึงผลประโยชน์ร่วมกันและความจำเป็นในการลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาลอันเป็นผลมาจากวิกฤตการณ์ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทถล่ม (Wall Street Crash) ในปี 1929 ซึ่งบีบให้ทุกฝ่ายต้องหาข้อตกลงให้ได้
คำถามที่พบบ่อย
เป้าหมายหลักของการประชุมทางเรือที่เจนีวาคืออะไร?
เพื่อขยายขอบเขตการจำกัดการสร้างเรือรบจากสนธิสัญญาทางเรือวอชิงตัน ซึ่งเดิมจำกัดเฉพาะเรือประจัญบานและเรือบรรทุกเครื่องบิน ให้ครอบคลุมถึงเรือลาดตระเวน เรือพิฆาต และเรือดำน้ำด้วย
ทำไมสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาจึงมีความเห็นไม่ตรงกันในการประชุม?
สหรัฐฯ ต้องการสร้างเรือลาดตระเวนหนักขนาด 10,000 ตันจำนวน 25 ลำ ในขณะที่สหราชอาณาจักรต้องการจำนวนเรือลาดตระเวนที่มากกว่า (ประมาณ 70 ลำ) แม้จะมีขนาดเล็กลง เพื่อใช้ในการปกป้องเส้นทางการค้าและอาณานิคมทั่วโลก
อะไรคือสาเหตุที่ทำให้การประชุมทางเรือที่ลอนดอนปี 1930 ประสบความสำเร็จมากกว่าการประชุมที่เจนีวา?
ปัจจัยสำคัญคือวิกฤตเศรษฐกิจโลกจากเหตุการณ์ Wall Street Crash ในปี 1929 ซึ่งทำให้รัฐบาลของประเทศมหาอำนาจจำเป็นต้องลดค่าใช้จ่ายทางการทหาร จึงเกิดความร่วมมือและยอมประนีประนอมกันมากขึ้น
