← กลับไปยังบทความทั้งหมด

กรูมแมน เอ-6 อินทรูเดอร์ เครื่องบินโจมตีทุกสภาพอากาศของกองทัพเรือสหรัฐฯ

สรุปใจความสำคัญ

  • เป็นเครื่องบินโจมตีทุกสภาพอากาศลำแรกของกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่มีการบูรณาการระบบอาวุธเข้ากับโครงสร้างเครื่องบิน
  • ใช้ลูกเรือ 2 นาย นั่งเคียงข้างกัน แบ่งหน้าที่เป็นนักบินและเจ้าหน้าที่อาวุธ
  • มีรุ่นย่อยที่สำคัญคือ EA-6B Prowler สำหรับสงครามอิเล็กทรอนิกส์ และ KA-6D สำหรับเติมน้ำมันกลางอากาศ
  • ปฏิบัติการในสงครามเวียดนามและสงครามอ่าว โดยในสงครามอ่าวมีการบินโจมตีมากกว่า 4,700 เที่ยวบิน

กรูมแมน เอ-6 อินทรูเดอร์ (Grumman A-6 Intruder) เป็นเครื่องบินโจมตีแบบสองเครื่องยนต์ ความเร็วต่ำกว่าเสียง (subsonic) ที่มีความสามารถในการปฏิบัติการได้ในทุกสภาพอากาศ พัฒนาและผลิตโดยบริษัท กรูมแมน แอโรสเปซ (Grumman Aerospace) ของสหรัฐอเมริกา โดยถูกนำมาใช้งานโดยกองทัพเรือสหรัฐฯ (U.S. Navy) และกองทัพนาวิกโยธินสหรัฐฯ (U.S. Marine Corps)

เครื่องบิน Grumman A-6 Intruder ในขณะบิน
เครื่องบินโจมตี A-6 Intruder และรุ่น KA-6D ที่ดัดแปลงเป็นเครื่องบินเติมน้ำมันกลางอากาศ

ประวัติการพัฒนา

เอ-6 ถูกออกแบบขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของสำนักงานการบิน (Bureau of Aeronautics) ในปี ค.ศ. 1957 ที่ต้องการเครื่องบินโจมตีทุกสภาพอากาศสำหรับภารกิจสกัดกั้นระยะไกลของกองทัพเรือ และมีความสามารถในการขึ้นลงในระยะสั้น (STOL) เพื่อสนับสนุนทางอากาศอย่างใกล้ชิดสำหรับนาวิกโยธิน โดยมีเป้าหมายเพื่อทดแทนเครื่องบินแบบใบพัด ดักลาส เอ-1 สกายไรเดอร์ (Douglas A-1 Skyraider)

ข้อเสนอที่ชนะการคัดเลือกจากกรูมแมนใช้เครื่องยนต์เทอร์โบเจ็ต แพรตต์ แอนด์ วิทนีย์ เจ52 (Pratt & Whitney J52) สองเครื่อง โดยเอ-6 ถือเป็นเครื่องบินลำแรกของกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่มีการบูรณาการระหว่างโครงสร้างเครื่องบินและระบบอาวุธเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์

การออกแบบและลูกเรือ

เครื่องบินรุ่นนี้ใช้ลูกเรือ 2 นาย นั่งเคียงข้างกัน (side-by-side) แบ่งหน้าที่ระหว่างนักบิน และเจ้าหน้าที่อาวุธ (ซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งพนักงานนำทางและผู้ทิ้งระเบิด) ในด้านขีดความสามารถในการโจมตี เอ-6 สามารถบรรทุกอาวุธได้หลากหลาย ตั้งแต่ระเบิดทั่วไปไปจนถึงอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งสามารถส่งมอบได้ด้วยเทคนิคการทิ้งระเบิดแบบโยน (toss bombing)

การปฏิบัติการและรุ่นย่อย

เครื่องบินต้นแบบลำแรกทำการบินครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 เมษายน ค.ศ. 1960 และเริ่มเข้าประจำการในฝูงบินเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1963 โดยมีการพัฒนารุ่นย่อยที่สำคัญดังนี้:

  • A-6E: รุ่นโจมตีที่สมบูรณ์ที่สุด ซึ่งได้รับการอัปเกรดระบบนำทางและระบบโจมตีอย่างมาก
  • EA-6B Prowler: รุ่นดัดแปลงเพื่อใช้ในภารกิจสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Warfare) โดยเฉพาะ
  • KA-6D: รุ่นที่ดัดแปลงเป็นเครื่องบินเติมน้ำมันกลางอากาศ
รายละเอียดโครงสร้างของ A-6 Intruder
ภาพแสดงลักษณะทางกายภาพของเครื่องบิน A-6 Intruder

ประวัติการรบ

เอ-6 มีบทบาทสำคัญในหลายความขัดแย้ง โดยเริ่มปฏิบัติการครั้งแรกใน สงครามเวียดนาม ซึ่งปฏิบัติการทั้งจากเรือบรรทุกเครื่องบินและฐานทัพบนบก อย่างไรก็ตาม เครื่องบินรุ่นนี้มีความเปราะบางต่อการยิงจากภาคพื้นดินและระบบป้องกันภัยทางอากาศ ทำให้สูญเสียเครื่องบินไปถึง 56 ลำ

ในทศวรรษ 1980 เอ-6 ถูกนำไปใช้ในภารกิจของกองกำลังพหุภาคีในเลบานอน และปฏิบัติการเอลโดราโด แคนยอน (Operation El Dorado Canyon) นอกจากนี้ ในช่วงสงครามอ่าว (Gulf War) เครื่องบิน A-6 ของกองทัพเรือและนาวิกโยธินได้ทำการบินโจมตีเป้าหมายภาคพื้นดินของอิรักมากกว่า 4,700 เที่ยวบิน

การปลดประจำการและผู้สืบทอด

ในช่วงทศวรรษ 1990 มีแผนที่จะใช้เครื่องบิน แมคดอนเนลล์ ดักลาส เอ-12 อเวนเจอร์ ทู (McDonnell Douglas A-12 Avenger II) มาทดแทน แต่โครงการดังกล่าวถูกยกเลิกเนื่องจากงบประมาณบานปลาย ส่งผลให้ภารกิจโจมตีแม่นยำของ A-6E ถูกส่งต่อให้กับเครื่องบิน กรูมแมน เอฟ-14 ทอมแคท (Grumman F-14 Tomcat) ที่ติดตั้งพ็อด LANTIRN และต่อมาถูกแทนที่โดย โบอิ้ง เอฟ/เอ-18อี/เอฟ ซูเปอร์ฮอร์เน็ต (Boeing F/A-18E/F Super Hornet)

คำถามที่พบบ่อย

Grumman A-6 Intruder มีหน้าที่หลักคืออะไร?

หน้าที่หลักคือการโจมตีระยะไกลในทุกสภาพอากาศ (All-weather attack) และการสนับสนุนทางอากาศอย่างใกล้ชิด (Close Air Support) สำหรับนาวิกโยธิน

ลูกเรือของ A-6 Intruder นั่งในลักษณะใด?

ลูกเรือ 2 นาย นั่งเคียงข้างกัน (Side-by-side) เพื่อให้การประสานงานระหว่างนักบินและเจ้าหน้าที่อาวุธเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เครื่องบินรุ่นใดมาแทนที่ A-6 Intruder หลังจากปลดประจำการ?

หลังจากโครงการ A-12 Avenger II ถูกยกเลิก ภารกิจถูกส่งต่อให้ F-14 Tomcat (ติดตั้ง LANTIRN) และในที่สุดคือ F/A-18E/F Super Hornet