← กลับไปยังบทความทั้งหมด

ภาวะโลหิตจางจากการทำลายเม็ดเลือดแดง

สรุปใจความสำคัญ

  • เป็นภาวะโลหิตจางที่เกิดจากการที่เม็ดเลือดแดงถูกทำลายเร็วกว่าการผลิตทดแทน
  • มีอาการเด่นคือ ตัวเหลือง ตาเหลือง (ดีซ่าน) และปัสสาวะสีเข้ม
  • สามารถเกิดได้จากปัจจัยภายใน (พันธุกรรม) และปัจจัยภายนอก (ภูมิคุ้มกัน, สารพิษ, การติดเชื้อ)
  • ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ ได้แก่ นิ่วในถุงน้ำดี และภาวะความดันเลือดในปอดสูง

ภาวะโลหิตจางจากการทำลายเม็ดเลือดแดง (Hemolytic Anemia) คือ รูปแบบหนึ่งของภาวะโลหิตจางที่เกิดจากกระบวนการ Hemolysis หรือการแตกตัวของเม็ดเลือดแดงที่ผิดปกติ ซึ่งส่งผลให้เม็ดเลือดแดงถูกทำลายเร็วกว่าที่ไขกระดูกจะสามารถผลิตขึ้นมาทดแทนได้ทัน การทำลายนี้สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งภายในหลอดเลือด (Intravascular hemolysis) และภายนอกหลอดเลือด (Extravascular hemolysis) โดยจุดที่เกิดการทำลายบ่อยที่สุดคือที่ม้าม

ภาพแสดงลักษณะของเม็ดเลือดแดงที่ผิดปกติในภาวะโลหิตจางจากการทำลายเม็ดเลือดแดง
ลักษณะทางโลหิตวิทยาของภาวะโลหิตจางจากการทำลายเม็ดเลือดแดง

อาการและสัญญาณเตือน

อาการเบื้องต้นของภาวะโลหิตจางจากการทำลายเม็ดเลือดแดงจะคล้ายคลึงกับภาวะโลหิตจางทั่วไป เช่น ความเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย ผิวซีด และหายใจไม่อิ่ม อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีการแตกตัวของเม็ดเลือดแดง จึงมีอาการเฉพาะที่ปรากฏร่วมด้วย ดังนี้:

  • อาการทางกายภาพ: ตัวเหลือง ตาเหลือง (ดีซ่าน) ปัสสาวะมีสีเข้ม และม้ามโต
  • อาการเฉียบพลัน: ในบางรายอาจมีอาการหนาวสั่นร่วมด้วย
  • ผลกระทบในเด็ก: เด็กเล็กอาจมีภาวะการเจริญเติบโตช้า (Failure to thrive)

ภาวะแทรกซ้อนระยะยาว

การทำลายเม็ดเลือดแดงเรื้อรังส่งผลให้ร่างกายขับสารบิลิรูบิน (Bilirubin) เข้าสู่ทางเดินน้ำดีมากขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การเกิด นิ่วในถุงน้ำดี นอกจากนี้ การปล่อยฮีโมโกลบินอิสระเข้าสู่กระแสเลือดอย่างต่อเนื่องมีความเชื่อมโยงกับการเกิด ภาวะความดันเลือดในปอดสูง (Pulmonary Hypertension) ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการหน้ามืดเป็นลม เจ็บหน้าอก และนำไปสู่ภาวะหัวใจซีกขวาล้มเหลว ซึ่งแสดงออกผ่านอาการบวมน้ำที่ขา (Peripheral edema) และท้องมาน (Ascites)

สาเหตุของภาวะโลหิตจางจากการทำลายเม็ดเลือดแดง

สาเหตุสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ตามปัจจัยที่ทำให้เกิดการทำลายเม็ดเลือดแดง:

1. สาเหตุจากปัจจัยภายใน (Intrinsic Causes)

เป็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับตัวเซลล์เม็ดเลือดแดงเอง มักเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม ได้แก่:

  • ความผิดปกติของผนังเซลล์: เช่น โรคเม็ดเลือดแดงรูปทรงกลมทางพันธุกรรม (Hereditary Spherocytosis) และโรคเม็ดเลือดแดงรูปทรงรีทางพันธุกรรม (Hereditary Elliptocytosis)
  • ความผิดปกติของฮีโมโกลบิน: เช่น โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia) และโรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียว (Sickle-cell disease)
  • ความผิดปกติของเอนไซม์ในเม็ดเลือดแดง: เช่น การขาดเอนไซม์ G6PD (G6PD deficiency) และการขาดเอนไซม์ Pyruvate Kinase
  • สาเหตุอื่นๆ: เช่น โรควิลสัน (Wilson's disease) ซึ่งเกิดจากการสะสมของทองแดงในร่างกาย หรือกลุ่มอาการขาด GLUT1

2. สาเหตุจากปัจจัยภายนอก (Extrinsic Causes)

เป็นปัจจัยภายนอกที่เข้ามาทำลายเม็ดเลือดแดงที่ปกติ ได้แก่:

  • ระบบภูมิคุ้มกัน: การตอบสนองของภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติ เช่น โรคพุ่มพวง (SLE), รูมาตอยด์ หรือการแพ้เลือดจากการรับเลือด
  • การติดเชื้อ: เช่น โรคมาลาเรีย หรือการติดเชื้อ Mycoplasma pneumonia
  • ปัจจัยทางกายภาพและสารเคมี: การได้รับสารพิษ เช่น ตะกั่ว สารหนู หรือการได้รับบาดเจ็บทางกล เช่น การใช้ลิ้นหัวใจเทียมที่ทำลายเม็ดเลือดแดงขณะไหลผ่าน หรือภาวะ "Footstrike hemolysis" ในนักวิ่งระยะไกล
  • โรคที่เกิดขึ้นภายหลัง: เช่น โรคปัสสาวะสีดำขณะนอนหลับ (Paroxysmal Nocturnal Hemoglobinuria - PNH)

กลไกการเกิดโรค

กระบวนการทำลายเม็ดเลือดแดงแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก:

การทำลายภายในหลอดเลือด (Intravascular Hemolysis)

เกิดขึ้นเมื่อเม็ดเลือดแดงแตกตัวภายในกระแสเลือดโดยตรง ทำให้ฮีโมโกลบินถูกปล่อยเข้าสู่พลาสมา นำไปสู่ภาวะฮีโมโกลบินในเลือดสูง (Hemoglobinemia) และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะบิลิรูบินในเลือดสูง (Hyperbilirubinemia)

การทำลายภายนอกหลอดเลือด (Extravascular Hemolysis)

เกิดขึ้นเมื่อเม็ดเลือดแดงที่มีความผิดปกติถูกดักจับและทำลายโดยเซลล์ในระบบ Reticuloendothelial โดยเฉพาะที่ม้ามและตับ ซึ่งเป็นกลไกที่พบบ่อยที่สุดในโรคทางพันธุกรรมหลายชนิด

ปัจจัยกระตุ้นในกรณีผสมผสาน

ในบางกรณี ภาวะโลหิตจางอาจไม่ปรากฏอาการจนกว่าจะมีปัจจัยกระตุ้นภายนอก เช่น ผู้ที่มีภาวะขาดเอนไซม์ G6PD มักไม่มีอาการในสภาวะปกติ แต่จะเกิดการทำลายเม็ดเลือดแดงอย่างรุนแรงเมื่อได้รับสิ่งกระตุ้น เช่น การรับประทานถั่วปากอ้า (Fava beans) การติดเชื้อ หรือการใช้ยาบางชนิด เช่น Primaquine

คำถามที่พบบ่อย

ภาวะโลหิตจางจากการทำลายเม็ดเลือดแดงต่างจากโลหิตจางทั่วไปอย่างไร?

ต่างกันที่สาเหตุการลดลงของเม็ดเลือดแดง โดยโลหิตจางทั่วไปอาจเกิดจากการขาดธาตุเหล็กหรือการสร้างเม็ดเลือดไม่เพียงพอ แต่ภาวะนี้เกิดจากการที่เม็ดเลือดแดงถูกทำลาย (Hemolysis) ทำให้มีอาการดีซ่านและม้ามโตเพิ่มเข้ามา

การขาดเอนไซม์ G6PD เกี่ยวข้องกับโรคนี้อย่างไร?

การขาด G6PD เป็นสาเหตุภายใน (Intrinsic) ที่ทำให้เม็ดเลือดแดงทนต่อสภาวะเครียดจากออกซิเดชันได้น้อยลง เมื่อได้รับสิ่งกระตุ้น เช่น ถั่วปากอ้า หรือยาบางชนิด จะทำให้เม็ดเลือดแดงแตกตัวอย่างรวดเร็ว

ทำไมผู้ป่วยโรคนี้ถึงเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี?

เพราะการทำลายเม็ดเลือดแดงอย่างต่อเนื่องทำให้มีการผลิตสารบิลิรูบิน (Bilirubin) ในปริมาณมาก ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของนิ่วในถุงน้ำดีชนิดหนึ่ง

ภาวะนี้สามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่?

การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุ เช่น หากเกิดจากภูมิคุ้มกันอาจใช้ยากดภูมิ หรือหากเกิดจากการติดเชื้อต้องรักษาที่ต้นเหตุ ส่วนโรคทางพันธุกรรมจะเน้นการประคับประคองและจัดการภาวะแทรกซ้อน