ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์เชิงประวัติศาสตร์
สรุปใจความสำคัญ
- HGIS คือการรวมกันของระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) และการศึกษาภูมิศาสตร์ประวัติศาสตร์ เพื่อวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ตามกาลเวลา
- เทคนิค Georeferencing ช่วยให้แผนที่โบราณสามารถซ้อนทับกับแผนที่สมัยใหม่เพื่อการเปรียบเทียบเชิงพื้นที่ได้
- การใช้ Rubbersheeting ช่วยแก้ไขความคลาดเคลื่อนของแผนที่ในอดีตให้มีความแม่นยำทางพิกัดมากขึ้น
- โครงการ HGIS มีตั้งแต่ระดับท้องถิ่น เช่น เขตเคาน์ตี้ในสหรัฐฯ ไปจนถึงระดับโลก เช่น OpenHistoricalMap
ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์เชิงประวัติศาสตร์ (Historical Geographic Information System หรือ HGIS) คือระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อจัดเก็บ แสดงผล และวิเคราะห์ข้อมูลทางภูมิศาสตร์ในอดีต โดยมีความสามารถพิเศษในการติดตามการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่และข้อมูลเชิงพื้นที่ตามช่วงเวลา ซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับนักภูมิศาสตร์ประวัติศาสตร์และนักวิจัยที่ต้องการศึกษาพลวัตของพื้นที่ในอดีต
เทคนิคการสร้างและจัดการข้อมูล HGIS
การสร้างระบบ HGIS อาศัยแหล่งข้อมูลและเทคนิคที่หลากหลายเพื่อให้ข้อมูลในอดีตสามารถนำมาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลปัจจุบันได้ ดังนี้
- การแปลงแผนที่ประวัติศาสตร์เป็นดิจิทัลและการอ้างอิงพิกัด (Digitization and Georeferencing): เป็นวิธีการที่แพร่หลายที่สุด โดยการนำแผนที่โบราณมาสแกนเป็นไฟล์ดิจิทัล จากนั้นจึงกำหนดพิกัดทางภูมิศาสตร์ (Coordinates) ให้กับจุดต่างๆ บนแผนที่ เพื่อให้แผนที่นั้นสามารถซ้อนทับกับข้อมูล GIS สมัยใหม่ได้ ทำให้ผู้วิจัยสามารถเปรียบเทียบความแตกต่างของภูมิศาสตร์ในแต่ละยุคสมัยได้อย่างชัดเจน
- การปรับแก้รูปทรง (Rubbersheeting): เนื่องจากแผนที่ในอดีตมักมีความคลาดเคลื่อนทางมาตราส่วนหรือการวาดที่ไม่แม่นยำ เทคนิค Rubbersheeting จึงถูกนำมาใช้เพื่อบิดหรือดัดข้อมูลเชิงพื้นที่ให้สอดคล้องกับแผนที่สมัยใหม่ที่มีความแม่นยำสูงกว่า
- การอ้างอิงพิกัดข้อมูลระดับจุลภาค (Georeferencing Microdata): การนำข้อมูลดิบ เช่น บันทึกสำมะโนประชากร หรือบันทึกของเขตปกครองในอดีต มากำหนดพิกัดทางภูมิศาสตร์ เพื่อให้นักวิจัยสามารถวิเคราะห์การกระจายตัวของประชากรหรือกิจกรรมทางสังคมในเชิงพื้นที่ได้
- การสร้างขอบเขตการปกครองย้อนหลัง: การวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติในอดีตมักต้องอาศัยการสร้างขอบเขตการปกครอง (Political Boundaries) ของพื้นที่นั้นๆ ขึ้นมาใหม่ เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงของเขตแดนและการบริหารจัดการพื้นที่ในแต่ละช่วงเวลา
โครงการ HGIS ที่สำคัญ
ปัจจุบันมีโครงการพัฒนาระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์เชิงประวัติศาสตร์ที่โดดเด่นในหลายภูมิภาคทั่วโลก เช่น
| ชื่อโครงการ | ขอบเขตและจุดเด่น |
|---|---|
| The Atlas of Historical County Boundaries | ติดตามวิวัฒนาการของเขตเคาน์ตี้ในสหรัฐอเมริกา |
| China Historical Geographic Information System | ศึกษาภูมิศาสตร์ของจีนในสมัยจักรพรรดิ พัฒนาโดยมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและมหาวิทยาลัยฟู่ตั้น |
| Electronic Cultural Atlas Initiative (ECAI) | ศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนข้อมูลเมทาดาตาของ HGIS ดูแลโดยมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ |
| Euratlas History Maps | แผนที่ประวัติศาสตร์ยุโรปตั้งแต่ปี ค.ศ. 1 ถึงปัจจุบัน โดยแสดงผลเป็นรายศตวรรษ |
| Great Britain Historical GIS | ฐานข้อมูลแผนที่และสถิติของบริเตนใหญ่ โดยเฉพาะช่วงปี ค.ศ. 1801–2001 ตามข้อมูลสำมะโนประชากร พัฒนาโดยมหาวิทยาลัยพอร์ตสมัธ |
| National Historical Geographic Information System (NHGIS) | ระบบวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของเขตสำมะโนประชากรในสหรัฐอเมริกา |
| OpenHistoricalMap | แผนที่ประวัติศาสตร์โลกแบบโอเพนซอร์ส โดยใช้เทคโนโลยีและแนวทางของ OpenStreetMap |
ซอฟต์แวร์และบริการเว็บที่เกี่ยวข้อง
มีการพัฒนาเครื่องมือเพื่อช่วยให้การเข้าถึงข้อมูล HGIS ทำได้ง่ายขึ้น เช่น Google Earth ที่ได้เพิ่มฟีเจอร์เส้นเวลา (Timeline) ในเวอร์ชัน 4 (ปี 2006) เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเรียกดูข้อมูลเชิงพื้นที่ตามลำดับเวลาได้ รวมถึง TimeMap ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันโอเพนซอร์สที่พัฒนาโดยภาควิชาโบราณคดี มหาวิทยาลัยซิดนีย์ เพื่อใช้ในการเรียกดูข้อมูลเชิงพื้นที่และเวลา (Spatio-temporal data)
คำถามที่พบบ่อย
HGIS แตกต่างจาก GIS ปกติอย่างไร?
GIS ปกติมักเน้นการวิเคราะห์ข้อมูลภูมิศาสตร์ในปัจจุบัน แต่ HGIS จะเพิ่มมิติของ 'เวลา' เข้าไป เพื่อให้สามารถจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลภูมิศาสตร์ในอดีตและติดตามการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ได้
การทำ Georeferencing คืออะไร?
คือกระบวนการกำหนดพิกัดทางภูมิศาสตร์ให้กับข้อมูลที่ไม่มีพิกัด เช่น แผนที่กระดาษที่สแกนเป็นดิจิทัล เพื่อให้ข้อมูลนั้นระบุตำแหน่งบนพื้นโลกจริงได้
เราสามารถนำแผนที่โบราณมาใช้ใน HGIS ได้อย่างไร?
เริ่มจากการแปลงแผนที่โบราณเป็นไฟล์ดิจิทัล (Digitization) จากนั้นใช้การอ้างอิงพิกัด (Georeferencing) และอาจใช้การปรับแก้รูปทรง (Rubbersheeting) เพื่อให้แผนที่โบราณนั้นซ้อนทับกับแผนที่ปัจจุบันได้อย่างแม่นยำ