ประวัติและวิวัฒนาการของ ยูเอส สตีล (U.S. Steel)
สรุปใจความสำคัญ
- ก่อตั้งในปี 1901 โดย J.P. Morgan เป็นบริษัทพันล้านดอลลาร์แห่งแรกของโลก
- เคยครองส่วนแบ่งการตลาดเหล็กในสหรัฐฯ สูงถึง 67% ในปี 1902
- ถูกเข้าซื้อกิจการโดย Nippon Steel ของญี่ปุ่นในปี 2025
- เป็นผู้ริเริ่มแนวคิด 'Safety First' ในการทำงานระดับอุตสาหกรรมในปี 1908
ยูเอส สตีล (United States Steel Corporation) เป็นบริษัทผลิตเหล็กรายใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งปัจจุบันมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองพิตต์สเบิร์ก รัฐเพนซิลเวเนีย บริษัทดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เหล็กหลากหลายประเภท เช่น เหล็กแผ่นรีดและผลิตภัณฑ์ท่อ เพื่อส่งมอบให้แก่ลูกค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ การก่อสร้าง เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อุตสาหกรรม และพลังงาน นอกจากนี้ บริษัทยังครอบคลุมถึงการดำเนินงานในโรงงานผลิตแร่เหล็กและถ่านโค้ก

การเข้าซื้อกิจการโดยนิปปอน สตีล
ในปี 2025 ยูเอส สตีล ได้กลายเป็นบริษัทย่อยของ นิปปอน สตีล (Nippon Steel) จากญี่ปุ่น หลังจากกระบวนการเข้าซื้อกิจการที่เริ่มต้นจากการประกาศของนิปปอน สตีล ในเดือนธันวาคม 2023 ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.49 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้ว่าข้อตกลงนี้จะเผชิญกับการคัดค้านอย่างรุนแรงจากสหภาพแรงงานเหล็ก (United Steelworkers) รวมถึงการต่อต้านจากรัฐบาลสหรัฐฯ ในช่วงแรก ซึ่งมีการสั่งระงับข้อตกลงในเดือนมกราคม 2025 แต่ในที่สุดการเข้าซื้อกิจการได้เสร็จสมบูรณ์เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2025 โดยมีการกำหนดให้รัฐบาลสหรัฐฯ มีบทบาทในการกำกับดูแลผ่านหุ้นทองคำ (Golden Share) เพื่อรักษาผลประโยชน์ด้านความมั่นคง
ประวัติการก่อตั้งและความรุ่งเรืองในศตวรรษที่ 20
ยูเอส สตีล ก่อตั้งขึ้นในปี 1901 โดย เจ. พี. มอร์แกน (J. P. Morgan) ผ่านการควบรวมกิจการระหว่างบริษัท คาร์เนกี สตีล (Carnegie Steel Company), เฟเดอรัล สตีล (Federal Steel) และเนชันแนล สตีล (National Steel) ด้วยมูลค่าการลงทุน 492 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เทียบเท่ากับประมาณ 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025)

ในช่วงเริ่มต้น ยูเอส สตีล ได้รับการขนานนามในวอลล์สตรีทว่า "The Corporation" เนื่องจากขนาดที่มหึมา โดยเป็นบริษัทพันล้านดอลลาร์แห่งแรกของโลก (Capitalized at $1.4 billion) และครองส่วนแบ่งการตลาดเหล็กในสหรัฐฯ ถึง 2 ใน 3 ในปี 1901 ต่อมาในปี 1902 บริษัทผลิตเหล็กได้ถึง 67% ของปริมาณการผลิตทั้งหมดในสหรัฐฯ
การขยายตัวและนวัตกรรมด้านความปลอดภัย
ในปี 1907 บริษัทได้เข้าซื้อกิจการ Tennessee Coal, Iron and Railroad Company ซึ่งเป็นคู่แข่งรายใหญ่ที่สุดในขณะนั้น และในปี 1908 ภายใต้การนำของประธาน เอลเบิร์ต เอช. แกรี (Elbert H. Gary) บริษัทได้ก่อตั้งคณะกรรมการความปลอดภัย (Committee on Safety) ซึ่งนำไปสู่การเริ่มต้นขบวนการ "Safety First" หรือ "ความปลอดภัยต้องมาก่อน" เพื่อลดอุบัติเหตุในที่ทำงานและลดความเสี่ยงทางกฎหมาย

ความท้าทายและข้อพิพาททางกฎหมาย
แม้จะมีความยิ่งใหญ่ แต่ยูเอส สตีล ต้องเผชิญกับการแข่งขันจาก เบธเลเฮม สตีล (Bethlehem Steel) ที่มีความคล่องตัวและนวัตกรรมสูงกว่า ส่งผลให้ส่วนแบ่งการตลาดลดลงเหลือ 50% ในปี 1911 นอกจากนี้ บริษัทยังเคยถูกรัฐบาลสหรัฐฯ พยายามใช้กฎหมายป้องกันการผูกขาด (Antitrust laws) เพื่อแยกบริษัทออกเป็นส่วนๆ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ
ในด้านสิทธิมนุษยชน มีการวิเคราะห์ในภายหลังว่าการเติบโตของบริษัทในพื้นที่ทางตอนใต้ของสหรัฐฯ ส่วนหนึ่งมาจากการใช้แรงงานผิวดำราคาถูกและแรงงานนักโทษภายใต้ระบบ Convict Leasing ซึ่งดำเนินมาจนถึงปลายทศวรรษ 1920 โดยแรงงานเหล่านี้ต้องทำงานในเหมืองภายใต้สภาวะที่โหดร้าย
บทบาทในช่วงสงครามและวิกฤตการณ์
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ยูเอส สตีล มีบทบาทสำคัญในการผลิตยุทโธปกรณ์ โดยมีจำนวนพนักงานสูงสุดถึง 340,000 คนในปี 1943 และมีการผลิตเหล็กสูงสุดกว่า 35 ล้านตันในปี 1953
ในปี 1952 เกิดความขัดแย้งระหว่างบริษัทและสหภาพแรงงาน United Steelworkers of America จนประธานาธิบดี แฮร์รี เอส. ทรูแมน (Harry S. Truman) พยายามเข้ายึดโรงงานเหล็กเพื่อควบคุมการผลิต แต่ศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ได้ตัดสินระงับการดำเนินการดังกล่าว โดยชี้ว่าประธานาธิบดีไม่มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญในการยึดโรงงาน
คำถามที่พบบ่อย
U.S. Steel ก่อตั้งขึ้นได้อย่างไร?
ก่อตั้งในปี 1901 โดย J.P. Morgan ผ่านการควบรวมบริษัท Carnegie Steel, Federal Steel และ National Steel
ทำไมการเข้าซื้อกิจการโดย Nippon Steel จึงเป็นประเด็นขัดแย้ง?
เนื่องจากมีการคัดค้านจากสหภาพแรงงานเหล็ก (United Steelworkers) และรัฐบาลสหรัฐฯ ในช่วงแรก โดยกังวลเรื่องความมั่นคงของชาติและผลกระทบต่อแรงงาน
U.S. Steel เคยเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลกหรือไม่?
ใช่ ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ยูเอส สตีล เป็นทั้งผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ที่สุดในโลกและเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกในขณะนั้น
รัฐบาลสหรัฐฯ เข้ามามีบทบาทอย่างไรหลังการควซื้อกิจการโดย Nippon Steel?
รัฐบาลสหรัฐฯ ได้รับสิทธิ์ในการกำกับดูแลผ่าน 'หุ้นทองคำ' (Golden Share) เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานยังคงสอดคล้องกับผลประโยชน์ของสหรัฐฯ
