← กลับไปยังบทความทั้งหมด

ประวัติศาสตร์ละครเวทีฝรั่งเศส

สรุปใจความสำคัญ

  • ละครเวทีฝรั่งเศสเริ่มต้นจากพิธีกรรมทางศาสนาในโบสถ์ (Liturgical Drama) ก่อนจะพัฒนาเป็นละครทางโลก
  • ในยุคกลาง ละครฟาร์ซ (Farce) และละครซอตตี (Sottie) เป็นรูปแบบการแสดงตลกที่ได้รับความนิยม
  • สมาคม Confrérie de la Passion เคยเป็นผู้ผูกขาดการแสดงละครลึกลับ (Mystery Plays) ในปารีส
  • ศตวรรษที่ 17 เป็นยุคทองของละครฝรั่งเศส นำโดยนักเขียนบทละครชื่อดังอย่าง โมลิแยร์, กอร์เนย และราซีน

ละครเวทีฝรั่งเศสมีวิวัฒนาการที่ยาวนานและซับซ้อน โดยเริ่มต้นจากการนำพิธีกรรมทางศาสนาในยุคกลางมาดัดแปลงเป็นรูปแบบการแสดง จากนั้นจึงพัฒนาไปสู่รูปแบบที่หลากหลาย เช่น ละครตลกขบขัน (Farce), ละครตลก (Comedy) และละครโศกนาฏกรรม (Tragedy) ในศตวรรษที่ 17 ถือเป็นยุคทองที่ถูกขับเคลื่อนโดยนักเขียนบทละครผู้ทรงอิทธิพลอย่าง โมลิแยร์ (Molière), กอร์เนย (Corneille) และราซีน (Racine) ต่อมาในศตวรรษที่ 19 และ 20 ละครฝรั่งเศสได้เปิดรับกระแสธรรมชาตินิยม (Naturalism) และสัญลักษณ์นิยม (Symbolism) จนนำไปสู่การกำเนิดของละครแนวแอบซิร์ด (Theatre of the Absurd) ที่ท้าทายขนบการเล่าเรื่องแบบดั้งเดิม

ละครเวทีในยุคกลาง

จุดเริ่มต้นของละครที่ไม่เกี่ยวข้องกับศาสนา (théâtre profane) ในยุคกลางยังคงเป็นประเด็นที่นักประวัติศาสตร์ถกเถียงกัน อย่างไรก็ตาม ข้อสันนิษฐานส่วนใหญ่ระบุว่าละครยุคกลางมีรากฐานมาจากบทสนทนาทางพิธีกรรม (liturgical dialogues) และ "tropes" ของคริสตจักร ซึ่งเริ่มจากการนำพิธีกรรมในวันคริสต์มาสและวันอีสเตอร์มาทำให้เป็นรูปแบบการแสดง

ในช่วงแรก การแสดงเหล่านี้จัดขึ้นภายในโบสถ์หรือห้องโถงของอาราม ก่อนจะย้ายออกมาสู่พื้นที่กลางแจ้งและเปลี่ยนจากการใช้ภาษาละตินมาเป็นภาษาท้องถิ่น (Vernacular) ในศตวรรษที่ 12 เริ่มมีการนำภาษาฝรั่งเศสเข้ามาแทรกในบทละครทางศาสนา เช่น บทละครเกี่ยวกับนักบุญนิโคลัสและนักบุญสตีเฟน

ประเภทของละครในยุคกลาง

  • ละครฟาร์ซ (Farce): ละครตลกขบขันที่เสียดสีจุดอ่อนของมนุษย์อย่างตรงไปตรงมาและบางครั้งอาจมีความหยาบโลน
  • ละครซอตตี (Sottie): การสนทนาระหว่างกลุ่มคนโง่ (sots) ที่เต็มไปด้วยการเล่นคำและการเข้าใจผิด
  • ละครลึกลับ (Mystery play): การแสดงที่ถ่ายทอดเรื่องราวจากคัมภีร์ไบเบิลหรือชีวิตของนักบุญ
  • ละครศีลธรรม (Morality play): ละครที่มุ่งเน้นการสอนจริยธรรมและศีลธรรมผ่านตัวละครที่เป็นนามธรรม
  • ละครพาสทูเรล (Pastourelle): ละครที่มีฉากหลังเป็นชนบทและชีวิตคนเลี้ยงแกะ

ผลงานและกลุ่มการแสดงที่สำคัญ

ในศตวรรษที่ 12 และ 13 มีผลงานที่โดดเด่น เช่น Le Jeu d'Adam (ค.ศ. 1150–1160) ซึ่งเขียนด้วยคำประพันธ์แบบคู่สัมผัส และ Le Jeu de Robin et Marion โดย Adam de la Halle นอกจากนี้ ในศตวรรษที่ 15 การแสดงละครถูกควบคุมโดยสมาคมวิชาชีพ (Guilds) เช่น Confrérie de la Passion ในปารีส ซึ่งผูกขาดการแสดงละครลึกลับ

ละครเวทีในยุคเรเนซองส์

ละครฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 16 พัฒนาไปในทิศทางเดียวกับวรรณกรรมแขนงอื่นในยุคนั้น โดยในช่วงแรกยังคงยึดติดกับมรดกจากยุคกลาง เช่น ละครฟาร์ซและละครศีลธรรม อย่างไรก็ตาม เริ่มมีการนำบทละครคลาสสิกของกรีกและโรมัน เช่น ผลงานของโซโฟคลีส (Sophocles) และเซเนกา (Seneca) มาแปลและดัดแปลง

ในช่วงกลางศตวรรษที่ 16 วิทยาลัยในฝรั่งเศส โดยเฉพาะวิทยาลัยเจซูอิต (Jesuit colleges) ได้กลายเป็นศูนย์กลางของละครภาษาละตินแนวใหม่ (Neo-Latin theatre) ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาโครงสร้างบทละครให้มีความเป็นระเบียบและเป็นวิชาการมากขึ้น

ในด้านการควบคุม การแสดงสาธารณะถูกกำกับดูแลอย่างเข้มงวดโดยระบบสมาคม เช่น Confrères de la Passion ซึ่งได้รับสิทธิ์ผูกขาดการแสดงละครลึกลับในปารีส จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1548 รัฐสภาปารีสได้สั่งห้ามการแสดงละครลึกลับในเมืองหลวงเนื่องจากความกังวลเรื่องความรุนแรงและการลบหลู่ศาสนาที่เกิดจากความขัดแย้งทางศาสนาในขณะนั้น

คำถามที่พบบ่อย

ละครฟาร์ซ (Farce) ในยุคกลางคืออะไร?

ละครฟาร์ซคือละครตลกขบขันที่เน้นการเสียดสีพฤติกรรมและจุดอ่อนของมนุษย์ มักมีเนื้อหาที่ตลกขบขันและบางครั้งอาจมีความหยาบโลน เพื่อสร้างความบันเทิงให้กับผู้ชมทั่วไป

ละครลึกลับ (Mystery Play) แตกต่างจากละครศีลธรรม (Morality Play) อย่างไร?

ละครลึกลับจะเน้นการถ่ายทอดเรื่องราวจากคัมภีร์ไบเบิลหรือชีวิตของนักบุญ ส่วนละครศีลธรรมจะเน้นการสอนเรื่องจริยธรรมและความดีความชั่วผ่านตัวละครที่เป็นตัวแทนของแนวคิดนามธรรม

ทำไมการแสดงละครลึกลับในปารีสจึงถูกสั่งห้ามในปี ค.ศ. 1548?

เนื่องจากความขัดแย้งทางศาสนาที่รุนแรงในฝรั่งเศสช่วงนั้น รัฐสภาปารีสเกรงว่าการแสดงละครทางศาสนาจะนำไปสู่การลบหลู่ศาสนาหรือก่อให้เกิดความรุนแรงในที่สาธารณะ