ประวัติศาสตร์การเสื่อมสลายและล่มสลายของจักรวรรดิโรมัน ผลงานชิ้นเอกของเอ็ดเวิร์ด กิบบอน
สรุปใจความสำคัญ
- เป็นงานเขียนประวัติศาสตร์ 6 เล่มที่ครอบคลุมช่วงปี ค.ศ. 98 ถึง 1590
- วิเคราะห์ว่าการล่มสลายของโรมันเกิดจากการสูญเสียคุณธรรมพลเมืองและการรุกรานของอนารยชน
- นำเสนอมุมมองวิพากษ์วิจารณ์ศาสนาคริสต์และยุคกลางตามแนวคิดยุคแสงสว่าง
- ตีพิมพ์เล่มแรกในปี ค.ศ. 1776 และใช้เวลาเขียนเกือบทั้งชีวิตของเอ็ดเวิร์ด กิบบอน
The History of the Decline and Fall of the Roman Empire (หรือเรียกสั้นๆ ว่า Decline and Fall of the Roman Empire) เป็นงานเขียนทางประวัติศาสตร์ขนาดมหึมาจำนวน 6 เล่ม โดยนักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษ เอ็ดเวิร์ด กิบบอน (Edward Gibbon) เนื้อหาครอบคลุมช่วงเวลาตั้งแต่ปี ค.ศ. 98 จนถึงปี ค.ศ. 1590 โดยเริ่มตั้งแต่จุดสูงสุดของจักรวรรดิโรมัน การกำเนิดและบทบาทของศาสนาคริสต์ในฐานะศาสนาประจำรัฐ การล่มสลายของจักรวรรดิโรมันตะวันตก ไปจนถึงการผงาดขึ้นของเจงกีส ข่าน และทามาร์เลน และสิ้นสุดที่การล่มสลายของจักรวรรดิไบแซนไทน์ รวมถึงการวิเคราะห์ซากปรักหักพังของกรุงโรมโบราณ

การสร้างสรรค์และการเขียน
ในระยะแรก กิบบอนวางแผนที่จะเขียนประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการเสื่อมสลายและล่มสลายของ "เมืองโรม" เท่านั้น แต่ในเวลาต่อมาเขาได้ขยายขอบเขตเนื้อหาให้ครอบคลุมทั้งจักรวรรดิโรมัน กิบบอนใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตทุ่มเทให้กับงานชิ้นนี้ โดยในหนังสืออัตชีวประวัติของเขา Memoirs of My Life and Writings (ค.ศ. 1796) เขาได้สะท้อนว่าหนังสือเล่มนี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขา โดยเปรียบการตีพิมพ์แต่ละเล่มเหมือนกับการให้กำเนิดบุตร
ในการค้นคว้า กิบบอนได้อ้างอิงแหล่งข้อมูลร่วมสมัยในยุคนั้น เช่น งานของมองเตสกีเยอ (Montesquieu) ใน Considerations on the Causes of the Greatness of the Romans and their Decline (ค.ศ. 1734), งานของวอลแตร์ (Voltaire) ใน Essay on Universal History (ค.ศ. 1756) และงานของบอสซูเอต์ (Bossuet) ใน Discourse on Universal History (ค.ศ. 1681)
ข้อสันนิษฐานและทฤษฎีหลัก
กิบบอนพยายามเสนอคำอธิบายเกี่ยวกับการล่มสลายของจักรวรรดิโรมัน ซึ่งเป็นงานที่ท้าทายเนื่องจากขาดแคลนหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่ครอบคลุม โดยเขามีข้อสันนิษฐานหลักดังนี้:
- การสูญเสียคุณธรรมพลเมือง: กิบบอนเชื่อว่าจักรวรรดิโรมันพ่ายแพ้ต่อการรุกรานของอนารยชนส่วนหนึ่งเป็นเพราะพลเมืองค่อยๆ สูญเสียคุณธรรมและความเข้มแข็งในฐานะพลเมือง (Civic Virtue)
- บทบาทของศาสนาคริสต์: เขาได้สร้างข้อถกเถียงที่ยืดเยื้อเกี่ยวกับบทบาทของศาสนาคริสต์ที่มีต่อการล่มสลาย โดยมองว่าการเปลี่ยนผ่านทางความเชื่อมีส่วนทำให้โครงสร้างเดิมของรัฐอ่อนแอลง อย่างไรก็ตาม เขายังให้ความสำคัญกับปัจจัยภายในอื่นๆ และการโจมตีจากภายนอกจักรวรรดิด้วย
- มุมมองยุคแสงสว่าง: ในฐานะนักคิดยุคแสงสว่าง (Enlightenment) กิบบอนมองยุคกลางว่าเป็น "ยุคมืด" (Dark Age) ที่เต็มไปด้วยความงมงายและอำนาจของนักบวช และเชื่อว่ามนุษยชาติจะกลับมามีความก้าวหน้าได้อีกครั้งก็ต่อเมื่อเข้าสู่ "ยุคแห่งเหตุผล" (Age of Reason) ที่เน้นการคิดเชิงวิพากษ์และเหตุผล
รูปแบบการเขียนและสำนวน
กิบบอนใช้โทนการเขียนที่ดูห่างเหิน ไม่ใช้อารมณ์ และมีความเป็นกลาง แต่ในขณะเดียวกันก็มีความวิพากษ์วิจารณ์อย่างแหลมคม ในบางครั้งเขามักจะแทรกการสั่งสอนทางศีลธรรมหรือการใช้คำคม (Aphorism) ลงในเนื้อหา
การตีพิมพ์และฉบับปรับปรุง
เล่มแรกถูกตีพิมพ์ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1776 โดย William Strahan และ Thomas Cadell จากนั้นมีการปรับปรุงและตีพิมพ์ซ้ำหลายครั้งระหว่างปี ค.ศ. 1776 ถึง 1789 เล่มที่ 2 และ 3 ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1781 และเล่มที่ 4 ถึง 6 ตีพิมพ์พร้อมกันในปี ค.ศ. 1788
หลังจากตีพิมพ์ กิบบอนยังคงปรับปรุงเนื้อหาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนำไปสู่การเกิดฉบับแก้ไข (Revised Editions) มากมายในเวลาต่อมา โดยมีบรรณาธิการชื่อดังอย่าง J.B. Bury และ David Womersley ที่นำผลงานของกิบบอนมาจัดทำฉบับสมบูรณ์และฉบับย่อเพื่อให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้นในยุคปัจจุบัน
คำถามที่พบบ่อย
หนังสือเล่มนี้ครอบคลุมเนื้อหาช่วงเวลาใดบ้าง?
ครอบคลุมตั้งแต่ปี ค.ศ. 98 (จุดสูงสุดของจักรวรรดิโรมัน) ไปจนถึงปี ค.ศ. 1590 ซึ่งรวมถึงการล่มสลายของจักรวรรดิโรมันตะวันตกและจักรวรรดิไบแซนไทน์
เอ็ดเวิร์ด กิบบอน เชื่อว่าอะไรคือสาเหตุหลักของการล่มสลายของโรมัน?
กิบบอนเชื่อว่าเกิดจากการสูญเสียคุณธรรมพลเมือง (Civic Virtue) ของชาวโรมันเอง ประกอบกับการรุกรานจากอนารยชนภายนอก และเขายังตั้งข้อสังเกตถึงบทบาทของศาสนาคริสต์ที่มีส่วนทำให้รัฐอ่อนแอลง
มุมมองของกิบบอนต่อยุคกลางเป็นอย่างไร?
เขามองว่ายุคกลางเป็น 'ยุคมืด' (Dark Age) ที่เต็มไปด้วยความงมงายและถูกครอบงำโดยสถาบันศาสนา ซึ่งขัดกับหลักการของ 'ยุคแห่งเหตุผล' ที่เขาเชื่อถือ
หนังสือเล่มนี้มีความสำคัญอย่างไรในทางประวัติศาสตร์?
เป็นหนึ่งในงานเขียนประวัติศาสตร์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก โดยโดดเด่นทั้งในด้านการวิเคราะห์เชิงวิพากษ์และการใช้แหล่งอ้างอิงจำนวนมากในยุคศตวรรษที่ 18
