← กลับไปยังบทความทั้งหมด

ประวัติศาสตร์สาธารณรัฐอิตาลี จากการรวมชาติสู่ยุคสมัยใหม่

สรุปใจความสำคัญ

  • อิตาลีเปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นสาธารณรัฐในปี ค.ศ. 1946 หลังการลงประชามติ
  • พรรคคริสเตียนเดโมแครซี (DC) ครองอำนาจทางการเมืองเกือบทั้งหมดในยุคสาธารณรัฐที่หนึ่ง
  • การล่มสลายของสหภาพโซเวียตและคดีทุจริต Tangentopoli นำไปสู่การสิ้นสุดของสาธารณรัฐที่หนึ่งและจุดเริ่มต้นของสาธารณรัฐที่สอง

ประวัติศาสตร์ของสาธารณรัฐอิตาลีครอบคลุมเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1946 เมื่ออิตาลีเปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นสาธารณรัฐหลังจากการลงประชามติ โดยทั่วไปแล้ว ประวัติศาสตร์ยุคสาธารณรัฐจะถูกแบ่งออกเป็นสองช่วงหลัก คือ สาธารณรัฐที่หนึ่ง (First Republic) และ สาธารณรัฐที่สอง (Second Republic)

แผนที่โบราณของคาบสมุทรอิตาลี
แผนที่โบราณแสดงอาณาเขตและอารยธรรมในคาบสมุทรอิตาลี

สาธารณรัฐที่หนึ่ง (1946–1994)

หลังจากการล่มสลายของระบอบฟาสซิสต์และการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่สอง การเมืองและสังคมของอิตาลีถูกครอบงำโดย พรรคคริสเตียนเดโมแครซี (Christian Democracy - DC) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองคริสเตียนที่มีฐานเสียงกว้างขวาง โดยพรรค DC ได้ครองอำนาจอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 1946 จนถึงปี 1994

ในช่วงเวลานี้ ฝ่ายค้านหลักคือ พรรคคอมมิวนิสต์อิตาลี (PCI) ซึ่งนำโดยกลุ่มการเมืองฝ่ายซ้าย ตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1940 จนถึงปี 1991 พรรค DC ปกครองประเทศโดยได้รับความสนับสนุนจากพรรคเล็กๆ หลายพรรค ทั้งจากฝ่ายกลาง-ซ้าย และกลาง-ขวา รวมถึงพรรคสังคมนิยมและพรรคเสรีนิยม โดยที่พรรคคอมมิวนิสต์ถูกกีดกันออกจากการบริหารประเทศเกือบทั้งหมด

การเปลี่ยนผ่านสู่สาธารณรัฐที่สอง (1994–ปัจจุบัน)

สถานการณ์ทางการเมืองเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงในช่วงต้นทศวรรษ 1990 เนื่องจากปัจจัยสำคัญสองประการ คือ การล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปี 1991 และคดีทุจริตครั้งใหญ่ที่เรียกว่า Tangentopoli (คดีเงินใต้โต๊ะ) ระหว่างปี 1992 ถึง 1994

เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้พรรคการเมืองดั้งเดิมเกือบทั้งหมดล่มสลาย รวมถึงพรรคคริสเตียนเดโมแครซีด้วย นำไปสู่การเกิดกระแสต่อต้านชนชั้นนำทางการเมือง และการปฏิรูประบบเลือกตั้งในปี 1993 จากระบบสัดส่วนเป็นระบบผสมที่เน้นเสียงข้างมาก

แนวคิดสาธารณรัฐและการรวมชาติ
ภาพประกอบเกี่ยวกับแนวคิดการสร้างรัฐชาติและการรวมชาติอิตาลี

บทบาทของซิลิโอ แบร์ลุสโคนี

ซิลิโอ แบร์ลุสโคนี เจ้าพ่อสื่อผู้ทรงอิทธิพล ได้ก้าวเข้าสู่การเมืองด้วยพรรค Forza Italia และชนะการเลือกตั้งทั่วไปในปี 1994 เขากลายเป็นบุคคลสำคัญที่สุดคนหนึ่งของอิตาลีในอีกสองทศวรรษต่อมา โดยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลายสมัยในช่วงปี 2001-2006 และ 2008-2011

ความท้าทายในยุคปัจจุบัน

หลังจากการล่มสลายของรัฐบาลแบร์ลุสโคนีในปี 2011 อิตาลีเผชิญกับความไม่แน่นอนทางการเมือง นำไปสู่การผงาดขึ้นของพรรคประชานิยม เช่น ขบวนการห้าดาว (Five Star Movement - M5S) และ พรรคลิก (Lega) นอกจากนี้ วิกฤตการณ์โควิด-19 และปัญหาเศรษฐกิจยังนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติที่นำโดย มาริโอ ดรากี อดีตประธานธนาคารกลางยุโรป เพื่อกอบกู้สถานการณ์ของประเทศ

ภูมิหลังและแนวคิดสาธารณรัฐ

ในประวัติศาสตร์อิตาลีมีรัฐบาลแบบ "สาธารณรัฐ" หลายรูปแบบ ตั้งแต่สาธารณรัฐโรมันโบราณไปจนถึงสาธารณรัฐทางทะเลในยุคกลาง นักปรัชญาอย่างซิเซโร และนิคโคโล มาเคียเวลลี ได้วางรากฐานทางความคิดเรื่องรัฐศาสตร์และสาธารณรัฐนิยม แต่เป็น จูเซปเป มาซินี ที่ฟื้นฟูแนวคิดสาธารณรัฐในศตวรรษที่ 19 เพื่อผลักดันการรวมชาติอิตาลี (Risorgimento) ให้เป็นรัฐเดียวภายใต้ระบอบสาธารณรัฐ

คำถามที่พบบ่อย

สาธารณรัฐที่หนึ่งและสาธารณรัฐที่สองของอิตาลีแตกต่างกันอย่างไร?

สาธารณรัฐที่หนึ่งเน้นการครองอำนาจของพรรคคริสเตียนเดโมแครซีและการต่อสู้ระหว่างฝ่ายคริสเตียนและฝ่ายคอมมิวนิสต์ ส่วนสาธารณรัฐที่สองเริ่มขึ้นหลังคดีทุจริตครั้งใหญ่ในปี 1992-1994 ซึ่งนำไปสู่การล่มสลายของพรรคการเมืองดั้งเดิมและการผงาดขึ้นของพรรคประชานิยมและผู้นำอย่างซิลิโอ แบร์ลุสโคนี

เหตุการณ์ Tangentopoli คืออะไร?

เป็นคดีทุจริตการรับสินบนครั้งใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อพรรคการเมืองและนักการเมืองระดับสูงในอิตาลีช่วงต้นทศวรรษ 1990 ซึ่งนำไปสู่การล่มสลายของพรรคการเมืองหลักๆ ในยุคสาธารณรัฐที่หนึ่ง

ใครคือบุคคลสำคัญในการฟื้นฟูแนวคิดสาธารณรัฐในศตวรรษที่ 19?

จูเซปเป มาซินี เป็นนักชาตินิยมอิตาลีผู้มีบทบาทสำคัญในการรณรงค์ให้อิตาลีรวมชาติและปกครองด้วยระบอบสาธารณรัฐ