← กลับไปยังบทความทั้งหมด

ประวัติศาสตร์เมืองวรอตสวัฟ

สรุปใจความสำคัญ

  • ก่อตั้งในศตวรรษที่ 10 ณ จุดตัดของเส้นทาง Via Regia และ Amber Road
  • เคยเปลี่ยนมือการปกครองระหว่างโปแลนด์, โบฮีเมีย, ออสเตรีย (ฮับส์บูร์ก), ปรัสเซีย และเยอรมนี
  • มหาวิทยาลัยเบรสเลาในยุคเยอรมันเคยผลิตผู้ได้รับรางวัลโนเบลถึง 9 ท่าน
  • ถูกทำลายอย่างหนักในช่วงยุทธการที่เบรสเลา (Battle of Breslau) ในช่วงท้ายของสงครามโลกครั้งที่ 2

วรอตสวัฟ (Wrocław) หรือในชื่อภาษาเยอรมันว่า เบรสเลา (Breslau) เป็นเมืองที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์และวัฒนธรรมสูงสุดในภูมิภาคไซลีเซีย (Silesia) ปัจจุบันเป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสามของประเทศโปแลนด์ และเป็นเมืองหลวงของจังหวัดโลเวอร์ไซลีเซีย (Lower Silesian Voivodeship) ด้วยประวัติศาสตร์ที่ยาวนานกว่า 1,000 ปี เมืองนี้ได้กลายเป็นจุดตัดทางวัฒนธรรมและการเมืองระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์สลาฟและเยอรมัน

จุดกำเนิดและยุคเริ่มแรก

เมืองวรอตสวัฟก่อตัวขึ้นจากป้อมปราการที่ตั้งอยู่ ณ จุดตัดของเส้นทางการค้าสำคัญสองสาย คือ Via Regia และ Amber Road (เส้นทางอำพัน) เชื่อกันว่าเมืองนี้ถูกก่อตั้งขึ้นในศตวรรษที่ 10 โดยดยุกวรอตสวัฟ (Wrocisław) ซึ่งเป็นที่มาของชื่อเมือง ในช่วงแรก พื้นที่ของเมืองจำกัดอยู่เพียงบริเวณเกาะออสตรูฟ ตุมสกี (Ostrów Tumski) หรือเกาะอาสนวิหาร ซึ่งมีการกล่าวถึงในบันทึกของ Thietmar แห่ง Merseburg ในปี ค.ศ. 1000 ว่า "Wrotizlava"

การปกครองภายใต้โปแลนด์และยุคกลาง

ในปี ค.ศ. 985 ดยุกมิเอชโกที่ 1 (Mieszko I) แห่งราชวงศ์เปียสต์ (Piast) ได้เข้ายึดครองไซลีเซียและวรอตสวัฟ ต่อมาในปี ค.ศ. 1000 พระเจ้าโบเลสวัฟที่ 1 (Bolesław I) ได้สถาปนาสังฆมณฑลวรอตสวัฟ ซึ่งเป็นหนึ่งในสังฆมณฑลคาทอลิกที่เก่าแก่ที่สุดในโปแลนด์ เพื่อสร้างความเป็นอิสระจากอิทธิพลของเยอรมนี

ในช่วงศตวรรษที่ 11 และ 12 วรอตสวัฟเติบโตอย่างรวดเร็วในฐานะศูนย์กลางการค้า โดยขยายพื้นที่ไปยังเกาะพียาสโควา (Wyspa Piaskowa) และฝั่งซ้ายของแม่น้ำโอดรา (Odra) ในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 13 ภายใต้การนำของดยุกเฮนรีที่ 1 ผู้มีเครา (Henry I the Bearded) วรอตสวัฟได้กลายเป็นศูนย์กลางของการรวมอาณาจักรโปแลนด์ที่แตกแยกให้กลับมาเป็นหนึ่งเดียวอีกครั้ง

อนุสาวรีย์พระเจ้าโบเลสวัฟที่ 1 แห่งโปแลนด์
อนุสาวรีย์พระเจ้าโบเลสวัฟที่ 1 ผู้สถาปนาสังฆมณฑลวรอตสวัฟ

การเปลี่ยนผ่านสู่โบฮีเมียและจักรวรรดิฮับส์บูร์ก

หลังจากการรุกรานของชาวมองโกลในปี ค.ศ. 1241 เมืองวรอตสวัฟได้รับความเสียหายอย่างหนัก และเริ่มมีการเข้ามาตั้งถิ่นฐานของชาวเยอรมันเพิ่มมากขึ้น ต่อมาในปี ค.ศ. 1335 ตามสนธิสัญญา Trentschin เมืองนี้ได้ตกเป็นส่วนหนึ่งของมงกุฎโบฮีเมีย (Bohemian Crown) และจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ และในปี ค.ศ. 1526 ได้เปลี่ยนผ่านไปอยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์ฮับส์บูร์ก (Habsburg)

ยุคปรัสเซียและจักรวรรดิเยอรมัน

ผลจากสงครามสืบราชสมบัติออสเตรีย ทำให้ออสเตรียต้องยกเมืองวรอตสวัฟและภูมิภาคโดยรอบให้แก่ราชอาณาจักรปรัสเซีย (Kingdom of Prussia) ตามสนธิสัญญาเบรสเลาในปี ค.ศ. 1742 และเมื่อมีการรวมประเทศเยอรมนีในปี ค.ศ. 1871 เมืองเบรสเลาจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิเยอรมัน

ในยุคนี้ เบรสเลาได้รุ่งเรืองถึงขีดสุดในฐานะศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และวิทยาศาสตร์ของเยอรมนีตะวันออก โดยมหาวิทยาลัยเบรสเลา (University of Breslau) มีชื่อเสียงระดับโลกและสร้างนักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับรางวัลโนเบลถึง 9 ท่าน

สงครามโลกครั้งที่ 2 และการกลับสู่โปแลนด์

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ระบอบนาซีได้ใช้เมืองนี้เป็นที่ตั้งของค่ายแรงงานบังคับและเรือนจำหลายแห่ง ในช่วงท้ายของสงคราม เมืองเบรสเลาถูกล้อมโดยกองทัพแดงของสหภาพโซเวียตใน ยุทธการที่เบรสเลา (Battle of Breslau) ส่งผลให้ตัวเมืองถูกทำลายอย่างหนัก

หลังสิ้นสุดสงคราม ตามข้อตกลงป็อตสแดม (Potsdam Agreement) เมืองนี้ถูกส่งมอบให้แก่โปแลนด์ และประชากรที่พูดภาษาเยอรมันส่วนใหญ่ถูกขับไล่ออกไปยังเยอรมนี ทำให้เมืองนี้กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของรัฐโปแลนด์อีกครั้ง และได้รับการฟื้นฟูจนกลายเป็นเมืองสำคัญอย่างในปัจจุบัน

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมเมืองวรอตสวัฟถึงมีชื่อว่าเบรสเลา?

เบรสเลา (Breslau) เป็นชื่อเรียกในภาษาเยอรมัน ซึ่งใช้ในช่วงที่เมืองนี้อยู่ภายใต้การปกครองของปรัสเซียและจักรวรรดิเยอรมัน ก่อนจะกลับมาใช้ชื่อวรอตสวัฟ (Wrocław) ในภาษาโปแลนด์หลังสงครามโลกครั้งที่ 2

ความสำคัญของเกาะออสตรูฟ ตุมสกี คืออะไร?

เป็นพื้นที่ส่วนที่เก่าแก่ที่สุดของเมือง และเป็นที่ตั้งของอาสนวิหารวรอตสวัฟ ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางศาสนาที่สำคัญมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 11

เหตุการณ์ใดที่ทำให้ประชากรเยอรมันออกจากเมืองนี้?

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ตามข้อตกลงป็อตสแดม เมืองวรอตสวัฟถูกโอนให้โปแลนด์ และมีการขับไล่ประชากรเชื้อสายเยอรมันออกไปเพื่อจัดระเบียบพรมแดนใหม่