← กลับไปยังบทความทั้งหมด

แอนติเจนบนเม็ดเลือดแดงของมนุษย์

สรุปใจความสำคัญ

  • แอนติเจนบนเม็ดเลือดแดงบางชนิดไม่เข้าเกณฑ์การเป็น 'ระบบหมู่เลือด' ตามนิยามของ ISBT
  • แอนติเจนความถี่สูง (High-incidence antigens) อาจก่อให้เกิดปฏิกิริยาการถ่ายเลือดที่รุนแรงในผู้ป่วยที่ขาดแอนติเจนนั้น
  • แอนติเจน Bg ไม่ใช่แอนติเจนของเม็ดเลือดแดงโดยกำเนิด แต่เป็นแอนติเจนของระบบ HLA ที่ส่งผลต่อการทดสอบทางห้องปฏิบัติการ
  • การหาเลือดสำหรับผู้ป่วยที่ขาดแอนติเจนความถี่สูงเป็นเรื่องยากจนต้องมีการจัดทำทะเบียนผู้บริจาคเลือดหายากในบางประเทศ

นอกเหนือจากระบบหมู่เลือดของมนุษย์ที่ได้รับการกำหนดไว้อย่างเป็นทางการแล้ว ยังมีแอนติเจนบนผิวเม็ดเลือดแดง (erythrocyte antigens) อีกจำนวนมากที่ยังไม่เข้าข่ายคำนิยามของ "ระบบหมู่เลือด" ตามมาตรฐานของสมาคมระหว่างประเทศว่าด้วยการถ่ายเลือด (International Society of Blood Transfusion - ISBT) แอนติเจนเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความถี่ในการพบในประชากรสูงมากจนเกือบจะเป็นสากล หรือมีความถี่ต่ำมากจนพบได้ยากยิ่ง ซึ่งส่งผลให้มีความสำคัญทางคลินิกน้อยในกรณีทั่วไป แต่มีความสำคัญอย่างยิ่งในกรณีการถ่ายเลือดเฉพาะราย

กลุ่มแอนติเจนสะสม (Blood Group Collections)

กลุ่มแอนติเจนสะสมคือกลุ่มของแอนติเจนที่มีลักษณะร่วมกันบางประการ แต่ยังไม่ผ่านเกณฑ์การรับรองให้เป็นระบบหมู่เลือดอย่างเต็มตัว ซึ่งในอนาคตหากมีการวิจัยเพิ่มเติมอาจได้รับการยกระดับเป็นระบบหมู่เลือดได้ กลุ่มที่สำคัญมีดังนี้:

กลุ่ม Cost

เดิมทีระบบหมู่เลือด Knops เคยเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มนี้ แต่ปัจจุบันเหลือเพียงแอนติเจน Csa และ Csb โดยที่ Csa เป็นแอนติเจนที่มีความถี่สูงมาก (มากกว่า 98%) และ Csb พบได้บ่อยในระดับปานกลาง (ประมาณ 34%)

กลุ่ม Er

ประกอบด้วยแอนติเจน Era ซึ่งมีความถี่สูง (มากกว่า 99%) และแอนติเจน Erb ซึ่งเป็นแอนติเจนหายาก (น้อยกว่า 1%)

กลุ่ม Vel

ประกอบด้วยแอนติเจน Vel และ ABTI ซึ่งเป็นแอนติเจนที่มีความถี่สูง แอนติบอดีต่อ Vel มีรายงานว่าเกี่ยวข้องกับการเกิดปฏิกิริยาจากการถ่ายเลือด (transfusion reactions)

แอนติเจนที่มีความถี่สูง (High-Incidence Antigens)

แอนติเจนกลุ่มนี้พบได้ในเม็ดเลือดแดงของมนุษย์เกือบทุกคน แต่ในบุคคลบางรายอาจไม่มีแอนติเจนเหล่านี้ ซึ่งหากผู้ป่วยที่ขาดแอนติเจนดังกล่าวได้รับเลือดที่มีแอนติเจนนั้น จะสามารถกระตุ้นให้เกิดการสร้างแอนติบอดีและนำไปสู่ปฏิกิริยาการถ่ายเลือดที่รุนแรงได้ การหาหน่วยเลือดที่เข้ากันได้สำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้จึงเป็นความท้าทายอย่างมากในทางการแพทย์ และในบางประเทศมีการจัดทำทะเบียนผู้บริจาคเลือดหายาก (rare donor registries) เพื่อรองรับกรณีนี้

  • แอนติเจน AnWj: ทำหน้าที่เป็นตัวรับ (receptor) สำหรับเชื้อแบคทีเรีย Haemophilus influenzae และมีรายงานว่าเกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาการทำลายเม็ดเลือดแดงจากการถ่ายเลือดอย่างรุนแรง (severe hemolytic transfusion reactions)

แอนติเจนที่มีความถี่ต่ำ (Low-Incidence Antigens)

แอนติเจนกลุ่มนี้พบได้ยากมากในประชากรทั่วไป จึงมักไม่มีผลต่อการเลือกหน่วยเลือดสำหรับการถ่ายเลือดในกรณีปกติ อย่างไรก็ตาม อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับโรคเม็ดเลือดแดงแตกในทารกแรกเกิด (hemolytic disease of the newborn) ในบางกรณีที่พบได้น้อยมาก ตัวอย่างของแอนติเจนความถี่ต่ำ ได้แก่:

  • Batty (By)
  • Biles (Bi)
  • Box (Bxa)
  • Christiansen (Chra)
  • HJK, HOFM, JFV, JONES
  • Jensen (Jea)
  • Katagiri (Kg)
  • Livesay (Lia)
  • Milne, Oldeide (Ola), Peters (Pta)
  • Rasmussen (RASM), Reid (Rea), REIT, SARA, Torkildsen (Toa)
  • Bg (Bennett-Goodspeed): ในความเป็นจริงแล้ว Bg คือแอนติเจนของระบบ Human Leukocyte Antigen (HLA) แต่สามารถทำให้เกิดผลการทดสอบทางซีรั่มวิทยาของเม็ดเลือดแดงที่สับสนได้

คำถามที่พบบ่อย

แอนติเจนบนเม็ดเลือดแดงที่ไม่อยู่ในระบบหมู่เลือดหลักคืออะไร?

คือแอนติเจนที่พบได้บ่อยมากหรือหายากมากจนไม่เข้าเกณฑ์การนิยามเป็นระบบหมู่เลือดตามมาตรฐาน ISBT แต่ยังคงมีความสำคัญในการถ่ายเลือดในบางกรณี

ทำไมแอนติเจนความถี่สูงถึงเป็นอันตรายในการถ่ายเลือด?

เพราะหากผู้ป่วยที่ไม่มีแอนติเจนชนิดนั้นได้รับเลือดที่มีแอนติเจนดังกล่าว ร่างกายจะสร้างแอนติบอดีขึ้นมาต่อต้าน ทำให้เกิดปฏิกิริยาการทำลายเม็ดเลือดแดงที่รุนแรงได้

แอนติเจน AnWj มีความสำคัญอย่างไร?

นอกจากจะเป็นตัวรับสำหรับเชื้อ Haemophilus influenzae แล้ว ยังเกี่ยวข้องกับการเกิดปฏิกิริยาการถ่ายเลือดที่รุนแรงได้

แอนติเจนความถี่ต่ำมีผลต่อการรักษาอย่างไร?

โดยทั่วไปมีผลน้อยมากในการเลือกเลือดสำหรับการถ่ายเลือด แต่ในบางกรณีอาจทำให้เกิดโรคเม็ดเลือดแดงแตกในทารกแรกเกิดได้