← กลับไปยังบทความทั้งหมด

การค้ามนุษย์ในเนปาล วิกฤตการณ์และเส้นทางส่งออกแรงงาน

สรุปใจความสำคัญ

  • เนปาลเป็นประเทศต้นทางหลักสำหรับผู้ชาย ผู้หญิง และเด็กที่ถูกบังคับใช้แรงงานและการค้าประเวณี
  • พรมแดนที่เปิดกว้างระหว่างเนปาลและอินเดียเป็นปัจจัยหลักที่เอื้อต่อการค้ามนุษย์ข้ามพรมแดน
  • ผู้หญิงและเด็กหญิงเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุด โดยคิดเป็น 80% ของผู้ถูกค้ามนุษย์ข้ามพรมแดนทั่วโลก
  • การค้ามนุษย์เป็นอุตสาหกรรมอาชญากรรมที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก รองจากค้ายาเสพติดและการค้าอาวุธ

การค้ามนุษย์ในเนปาลเป็นอุตสาหกรรมอาชญากรรมที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อหลายประเทศในเอเชียและตะวันออกกลาง เนปาลเป็นประเทศต้นทางหลักสำหรับผู้ชาย ผู้หญิง และเด็กที่ถูกบังคับใช้แรงงานและการค้าประเวณี โดยในปี 2017 กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้จัดให้เนปาลอยู่ในกลุ่ม "Tier 2" ในรายงานการติดตามและต่อต้านการค้ามนุษย์

ภาพรวมของการค้ามนุษย์

การค้ามนุษย์ถือเป็นหนึ่งในอาชญากรรมที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก รองจากเพียงการค้ายาเสพติดและการค้าอาวุธ ตามคำนิยามของสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) การค้ามนุษย์คือการได้มาซึ่งบุคคลด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง เช่น การหลอกลวง การใช้กำลัง หรือการฉ้อโกง เพื่อนำไปสู่การแสวงหาประโยชน์

จากข้อมูลขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) คาดการณ์ว่ามีผู้คนประมาณ 2.4 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็กหญิง ถูกบังคับใช้แรงงานจากการค้ามนุษย์ ซึ่งสร้างรายได้มหาศาลถึง 3.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยในแต่ละปีมีผู้ถูกค้ามนุษย์ข้ามพรมแดนประมาณ 600,000 ถึง 800,000 คน ซึ่ง 80% เป็นผู้หญิงและเด็กหญิง

รูปแบบการค้ามนุษย์ในเนปาล

เหยื่อชาวเนปาลถูกส่งไปยังสถานที่ต่างๆ ทั้งภายในประเทศ อินเดีย ตะวันออกกลาง และยุโรป เพื่อทำงานเป็นโสเภณี คนรับใช้ในบ้าน คนขอทาน คนงานโรงงาน คนงานเหมือง นักแสดงละครสัตว์ หรือแม้แต่ทหารเด็ก โดยกระบวนการค้ามนุษย์สามารถแบ่งออกเป็นสองรูปแบบหลัก ได้แก่:

  • Hard Trafficking: การค้ามนุษย์แบบรุนแรงที่ใช้การหลอกลวง คำสัญญาปลอม และการบังคับขู่เข็ญ
  • Soft Trafficking: การค้ามนุษย์แบบประนีประนอม ซึ่งสมาชิกในครอบครัวอาจมีส่วนร่วมในการเป็นผู้ขาย ผู้ขนส่ง หรือผู้ซื้อ

จุดหมายปลายทางของการค้ามนุษย์

ภายในประเทศเนปาล

เหยื่อมักถูกนำตัวจากพื้นที่ชนบทเข้าสู่ศูนย์กลางเมือง โดยเฉพาะเด็กหญิงและผู้หญิงที่ถูกนำมาแสวงหาประโยชน์ทางเพศในสถานบริการ เช่น ร้านอาหารที่มีการแสดงเต้นรำ ร้านนวด และธุรกิจการท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังมีการค้าแรงงานที่พบบ่อยในโรงงานพรม โรงงานเสื้อผ้า โรงงานเย็บปักถักร้อย และโรงอิฐ

การค้ามนุษย์ข้ามพรมแดนไปยังอินเดีย

เส้นทางจากเนปาลไปยังอินเดียถือเป็นหนึ่งในเส้นทางค้ามนุษย์ที่คึกคักที่สุดในโลก โดยคาดว่ามีผู้หญิงและเด็กหญิงชาวเนปาล 5,000-10,000 คนถูกส่งไปยังอินเดียทุกปี และมีผู้ประสบภัยประมาณ 100,000-200,000 คนอยู่ในอินเดีย

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การค้ามนุษย์ทำได้ง่ายคือพรมแดนที่เปิดกว้างและยาวถึง 1,850 กิโลเมตร ระหว่างเนปาลและอินเดีย ซึ่งไม่มีการควบคุมการตรวจคนเข้าเมืองอย่างเข้มงวดภายใต้สนธิสัญญาความสงบและมิตรภาพปี 1950 ทำให้ผู้ค้ามนุษย์สามารถนำเหยื่อข้ามพรมแดนได้โดยไม่ต้องใช้หนังสือเดินทางหรือวีซ่า

จุดหมายปลายทางอื่นๆ

เหยื่อ โดยเฉพาะผู้หญิงและเด็กหญิง ยังถูกส่งไปยังซาอุดีอาระเบีย มาเลเซีย ฮ่องกง รัสเซีย ปากีสถาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และรัฐอ่าวอาหรับอื่นๆ โดยหลายรายต้องผ่านอินเดียก่อนจะถูกส่งต่อไปยังจุดหมายปลายทางสุดท้าย ซึ่งส่วนใหญ่ถูกบังคับให้ค้าประเวณีหรือทำงานเป็นคนรับใช้ในบ้านในภาคส่วนที่ไม่เป็นทางการ

ประเภทของการค้ามนุษย์

การค้าประเวณี (Sex Trafficking)

การค้าประเวณีคือการใช้การบังคับ ขู่เข็ญ หรือหลอกลวงเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการทางเพศเพื่อการค้า ไม่ว่าจะเป็นการค้าประเวณี การผลิตสื่อลามก หรือการแสดงทางเพศเพื่อแลกกับเงิน ที่พัก หรืออาหาร ซึ่งปัญหานี้รุนแรงมากทั้งภายในเนปาลและในเส้นทางที่มุ่งหน้าสู่อินเดีย

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมการค้ามนุษย์จากเนปาลไปยังอินเดียถึงเกิดขึ้นได้ง่าย?

เนื่องจากพรมแดนระหว่างเนปาลและอินเดียมีความยาวถึง 1,850 กิโลเมตร และเปิดกว้าง (porous border) รวมถึงไม่มีข้อกำหนดเรื่องหนังสือเดินทางและวีซ่าสำหรับพลเมืองทั้งสองประเทศภายใต้สนธิสัญญาปี 1950 ทำให้ผู้ค้ามนุษย์สามารถนำเหยื่อข้ามพรมแดนได้โดยง่าย

ความแตกต่างระหว่าง Hard Trafficking และ Soft Trafficking คืออะไร?

Hard Trafficking คือการค้ามนุษย์ที่ใช้การหลอกลวงและบังคับขู่เข็ญเป็นหลัก ส่วน Soft Trafficking คือรูปแบบที่สมาชิกในครอบครัวมีส่วนร่วมในการส่งตัวเหยื่อไปให้ผู้ค้ามนุษย์

เหยื่อการค้ามนุษย์ชาวเนปาลถูกส่งไปที่ไหนบ้าง?

เหยื่อถูกส่งไปยังสถานที่ต่างๆ ทั้งภายในประเทศเนปาล (จากชนบทสู่เมือง) อินเดีย และประเทศอื่นๆ เช่น มาเลเซีย ซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์