ศิลาวิทยาหินอัคนี การศึกษาหินที่เกิดจากแมกมา
สรุปใจความสำคัญ
- ศิลาวิทยาหินอัคนีเป็นการศึกษาหินที่เกิดจากแมกมา โดยใช้เทคนิคทางเคมี ฟิสิกส์ และผลึกศาสตร์
- การหาอายุหินอัคนีมักใช้ไอโซโทปรังสี เช่น วิธีโพแทสเซียม-อาร์กอน และรูบิเดียม-สตรอนเทียม
- แร่คลินโนไพโรซีนถูกใช้เป็นเทอร์โมบารอมิเตอร์เพื่อคำนวณอุณหภูมิและความดันของแมกมา
ศิลาวิทยาหินอัคนี คือการศึกษาเกี่ยวกับหินอัคนี ซึ่งเป็นหินที่ก่อตัวขึ้นจากแมกมา (Magma) โดยเป็นสาขาหนึ่งของธรณีวิทยาที่มีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับภูเขาไฟวิทยา (Volcanology), เทคโทโนฟิสิกส์ (Tectonophysics) และศิลาวิทยาในภาพรวม การศึกษาสมัยใหม่ใช้เทคนิคต่างๆ ที่พัฒนามาจากสาขาเคมี ฟิสิกส์ และวิทยาศาสตร์โลกอื่นๆ โดยมีวิธีการหลักๆ เช่น การบรรยายลักษณะทางศิลา (Petrography), การศึกษาผลึก (Crystallography) และการศึกษาไอโซโทป (Isotopic studies)
วิธีการศึกษา
การกำหนดองค์ประกอบทางเคมี
การวิเคราะห์องค์ประกอบของหินอัคนีและแร่ธาตุสามารถทำได้หลายวิธี โดยมีความยากง่ายและค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกัน ดังนี้:
- การสังเกตด้วยตาเปล่าหรือแว่นขยาย: เป็นวิธีที่ง่ายที่สุด เพื่อประเมินองค์ประกอบทางแร่ธาตุในเบื้องต้น
- กล้องจุลทรรศน์แบบโพลาไรซ์ (Petrographic Microscope): ให้ความแม่นยำมากขึ้น โดยใช้แผ่นโพลาไรซ์ ฟิลเตอร์ และเลนส์ conoscopic เพื่อวัดคุณสมบัติทางผลึก
- การเลี้ยวเบนของรังสีเอกซ์ (X-ray Diffraction): ใช้การยิงรังสีเอกซ์ลงบนตัวอย่างหินแบบผง เพื่อเปรียบเทียบสเปกตรัมของทิศทางการเรียงตัวของผลึกกับมาตรฐาน
- ไมโครโพรบอิเล็กตรอน (Electron Microprobe): เป็นหนึ่งในวิธีที่แม่นยำที่สุด โดยการสุ่มตรวจจุดเล็กๆ เพื่อตรวจหาทั้งองค์ประกอบหลักและธาตุร่องรอย (Trace elements)
วิธีการหาอายุของหิน
การหาอายุของหินอัคนีช่วยให้ทราบว่าแมกมาแข็งตัวเป็นหินเมื่อใด โดยมักใช้ไอโซโทปรังสี (Radiogenic isotopes) ในการคำนวณ:
โพแทสเซียม-อาร์กอน (Potassium–argon dating)
วิธีนี้จะเปรียบเทียบปริมาณของ 40Ar ที่ถูกกักเก็บไว้ในหินกับปริมาณของ 40K ในหิน เพื่อคำนวณระยะเวลาที่ 40K สลายตัวเป็น 40Ar ภายในหินที่แข็งตัวแล้ว
รูบิเดียม-สตรอนเทียม (Rubidium–strontium dating)
วิธีนี้อาศัยการสลายตัวตามธรรมชาติของ 87Rb เป็น 87Sr และพฤติกรรมที่แตกต่างกันของธาตุทั้งสองในระหว่างการตกผลึกแบบแยกส่วน (Fractional crystallization) ของแมกมา โดย 87Sr เริ่มต้นอาจประเมินได้จากการทราบปริมาณ 87Rb และ 87Sr ของหินอัคนีสองก้อนที่เกิดจากแมกมาชุดเดียวกันแต่คนละเวลา
วิธีอื่นๆ
หลักการทางชั้นหิน (Stratigraphic principles) อาจมีประโยชน์ในการหาอายุสัมพัทธ์ของหินภูเขาไฟ โดยวิธีที่นิยมที่สุดคือ เทฟโรโครโนโลจี (Tephrochronology)
วิธีการทางเทอร์โมบารอมิเตอร์ (Thermobarometry methods)
ในทางศิลาวิทยา แร่คลินโนไพโรซีน (Clinopyroxene) ถูกนำมาใช้ในการคำนวณอุณหภูมิและความดันของแมกมาที่สร้างหินอัคนีนั้นๆ เนื่องจากคลินโนไพโรซีนเป็นผลึกที่พบได้บ่อยและระบุตัวตนได้ง่าย อีกทั้งการตกผลึกของส่วนประกอบเจไดต์ (Jadeite component) เป็นตัวบ่งชี้ความดันที่ดีเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงปริมาตรโมลาร์
สิ่งพิมพ์และผลงานทางวิชาการ
งานวิจัยที่ก้าวหน้าที่สุดในปัจจุบันมักถูกตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ระดับโลก เช่น Science และ Nature สำหรับเนื้อหาเชิงทบทวนหรือผลงานในอดีตมักอยู่ในรูปแบบหนังสือ อย่างไรก็ตาม ผลงานก่อนช่วงการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์เรื่องแผ่นเปลือกโลก (Plate tectonics) ในช่วงทศวรรษ 1960 และ 1970 มักมีข้อมูลที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับต้นกำเนิดของแมกมา
นักศิลาวิทยาหินอัคนีที่สำคัญ
- Norman L. Bowen
- Nicolas Desmarest
- Louis Cordier
- Harry von Eckermann
- Antoine Lacroix
- Akiho Miyashiro
- Paul Niggli
- Hans Ramberg
- Jakob Sederholm
- Albert Streckeisen
- Marjorie Wilson
- Peter John Wyllie
- Lawrence Wager
คำถามที่พบบ่อย
ศิลาวิทยาหินอัคนีแตกต่างจากภูเขาไฟวิทยาอย่างไร?
ศิลาวิทยาหินอัคนีเน้นการศึกษาตัวหินอัคนีและองค์ประกอบทางเคมีและแร่ธาตุที่เกิดจากแมกมา ในขณะที่ภูเขาไฟวิทยาเน้นการศึกษาปรากฏการณ์การปะทุของภูเขาไฟและกระบวนการทางกายภาพ
วิธีใดแม่นยำที่สุดในการวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของหินอัคนี?
การใช้ไมโครโพรบอิเล็กตรอน (Electron Microprobe) เป็นวิธีที่แม่นยำที่สุด เนื่องจากสามารถตรวจหาได้ทั้งองค์ประกอบหลักและธาตุร่องรอยในจุดที่เล็กมาก
ทำไมการศึกษาผลงานวิชาการเก่าๆ เกี่ยวกับแมกมาจึงต้องระมัดระวัง?
เพราะผลงานที่ตีพิมพ์ก่อนทศวรรษ 1960 และ 1970 ก่อนที่จะมีการยอมรับทฤษฎีแผ่นเปลือกโลก (Plate tectonics) มักมีข้อมูลที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับต้นกำเนิดของแมกมา
