การย้ายถิ่นฐานแบบไม่ถูกต้องกฎหมายเข้าสู่เม็กซิโก
สรุปใจความสำคัญ
- กลุ่มผู้อพยพไม่ถูกต้องกฎหมายที่ใหญ่ที่สุดในเม็กซิโกคือชาวสหรัฐอเมริกา
- การลักลอบเข้าเมืองของชาวอเมริกันในศตวรรษที่ 19 นำไปสู่ความตึงเครียดที่ก่อให้เกิดการปฏิวัติเท็กซัสในปี 1836
- กฎหมายการย้ายถิ่นฐานปี 2011 ของเม็กซิโกเปลี่ยนการเข้าเมืองผิดกฎหมายจากความผิดทางอาญาเป็นความผิดทางปกครอง
- ผู้อพยพทุกคนในเม็กซิโกมีสิทธิเข้าถึงการศึกษาและสาธารณสุขตามกฎหมาย ไม่ว่าจะมีสถานะการเข้าเมืองอย่างไร
การย้ายถิ่นฐานแบบไม่ถูกต้องกฎหมายในเม็กซิโกเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในหลายช่วงเวลาของประวัติศาสตร์ โดยมีจุดเริ่มต้นที่สำคัญตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1830 และมีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา กลุ่มผู้อพยพที่ไม่ถูกต้องกฎหมายรายใหญ่ที่สุดมาจากประเทศในแถบอเมริกากลางที่มีฐานะยากจน เช่น กัวเตมาลา, เฮติ, ฮอนดูรัส และเอลซัลวาดอร์ รวมถึงประเทศในทวีปแอฟริกา เช่น สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก, แคเมอรูน, กินี, กานา และไนจีเรีย อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเป็นกลุ่มเดี่ยว กลุ่มผู้อพยพที่ไม่ถูกต้องกฎหมายที่ใหญ่ที่สุดในเม็กซิโกคือชาวสหรัฐอเมริกา
การตั้งถิ่นฐานในเท็กซัสช่วงศตวรรษที่ 19
ในช่วงทศวรรษ 1820 เม็กซิโกเผชิญกับการหลั่งไหลเข้ามาของชาวอเมริกันจากทางตอนเหนือและตะวันออกอย่างไม่ถูกต้องกฎหมาย ในขณะนั้นเม็กซิโกพยายามใช้ระบบ empresario (สัญญาการตั้งถิ่นฐาน) เพื่อสร้างแนวกันชนระหว่างเม็กซิโกและสหรัฐอเมริกาที่กำลังเติบโต โดยเริ่มจากการสนับสนุนให้ชาวเม็กซิกันย้ายเข้าไปในเท็กซัส แต่เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวถูกครอบครองโดยชาวโคมันชี (Comanche) ซึ่งมีความเข้มแข็งในการป้องกันดินแดน ทำให้ครอบครัวชาวเม็กซิกันไม่เต็มใจที่จะเสี่ยงชีวิตย้ายเข้าไป
ด้วยเหตุนี้ เม็กซิโกจึงเสนอที่ดินราคาถูกให้แก่ชาวแองโกล (Anglos) จากสหรัฐอเมริกา เพื่อช่วยขับไล่ชนพื้นเมืองออกจากพื้นที่ชายแดน โดยมีเงื่อนไขว่าผู้อพยพต้องยอมรับรัฐธรรมนูญเม็กซิโกปี 1824 อย่างไรก็ตาม การย้ายถิ่นฐานแบบไม่ถูกต้องกฎหมายยังคงดำเนินต่อไป โดยในปี 1823 มีผู้อพยพไม่ถูกต้องกฎหมายประมาณ 3,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่มาจากทางตอนใต้ของสหรัฐฯ หรือแถบแอปปาเลเชีย
ในปี 1825 รัฐบาลเม็กซิโกและดินแดนโคอาวิลาและเทฮัส (Coahuila y Tejas) ได้อนุญาตให้ผู้อพยพเหล่านี้ทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย หากพวกเขายอมเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกและไม่ครอบครองทาส แต่ในความเป็นจริง ผู้อพยพจำนวนมากละเมิดข้อตกลงดังกล่าว ส่งผลให้ประชากรเพิ่มขึ้นเป็น 7,000 คน และไม่มีการปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมเม็กซิกัน
ต่อมาในวันที่ 6 เมษายน 1830 รัฐบาลสาธารณรัฐเม็กซิโกที่หนึ่งได้ประกาศห้ามการย้ายถิ่นฐานจากสหรัฐอเมริกา เพื่อยับยั้งการสร้างไร่ฝ้ายขนาดใหญ่ที่ใช้แรงงานทาส ซึ่งเป็นสิ่งที่เม็กซิโกสั่งห้ามตามกฎหมาย แต่แรงจูงใจทางเศรษฐกิจจากราคาฝ้ายที่พุ่งสูงขึ้นในรัฐมิสซิสซิปปีทำให้การลักลอบเข้าเมืองยังคงมีจำนวนมาก โดยในปี 1835 มีชาวอเมริกันย้ายเข้าเม็กซิโกไม่ถูกต้องกฎหมายถึง 1,000 คนต่อเดือน
ความตึงเครียดนี้ ประกอบกับการที่ประธานาธิบดีซานตา อันนา (Santa Anna) ยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 1824 และสถาปนาระบอบเผด็จการ นำไปสู่การปฏิวัติเท็กซัส (Texas Revolution) ในปี 1836 ซึ่งสาธารณรัฐเท็กซัสประกาศเอกราชจากเม็กซิโก และถูกรวมเข้ากับสหรัฐอเมริกาในปี 1845
กฎหมายการย้ายถิ่นฐานปี 2011
ก่อนเดือนพฤษภาคม 2011 เม็กซิโกใช้กฎหมายประชากรทั่วไปปี 1970 (General Law of Population) ซึ่งมีความเข้มงวดสูง จนถูกวิจารณ์ว่ามีความย้อนแย้งเมื่อเปรียบเทียบกับนโยบายการย้ายถิ่นฐานของเม็กซิโกที่มีต่อสหรัฐอเมริกา ต่อมาในวันที่ 24 พฤษภาคม 2011 ประธานาธิบดีเฟลิเป กัลเดรอน (Felipe Calderón) ได้ลงนามในกฎหมายการย้ายถิ่นฐานฉบับใหม่ที่มีความเสรีมากขึ้น
สิทธิและหลักการสำคัญ
กฎหมายฉบับปี 2011 ได้นำหลักการสำคัญมาใช้เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้อพยพ ดังนี้:
- การลดโทษทางอาญา: เปลี่ยนการเข้าเมืองโดยไม่ถูกต้องกฎหมายจากความผิดทางอาญาให้เป็นความผิดทางปกครอง ซึ่งมีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 100 วันของค่าจ้างขั้นต่ำ
- หลักความเท่าเทียม: รับประกันว่าชาวต่างชาติและชาวเม็กซิกันจะได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมกันภายใต้กฎหมาย โดยผู้อพยพทุกคนไม่ว่าจะมีสถานะใด สัญชาติใด หรือเชื้อชาติใด มีสิทธิในการเข้าถึงการศึกษาและบริการสาธารณสุข รวมถึงสิทธิในกระบวนการยุติธรรม
- การคุ้มครองกลุ่มเปราะบาง: ให้ความสำคัญกับความต้องการเฉพาะของเด็ก ผู้อพยพที่เป็นผู้หญิง ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และเหยื่ออาชญากรรม ก่อนที่จะดำเนินการส่งกลับ (Deportation)
- การต่อต้านการทุจริต: จัดตั้งศูนย์ประเมินและควบคุมความไว้วางใจ เพื่อฝึกอบรมและรับรองเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง เพื่อลดการทุจริตในสถาบันการย้ายถิ่นฐาน (Institute of Migration)
การปรับปรุงระบบการเข้าเมือง
เพื่อควบคุมการไหลเวียนของประชากรและดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ กฎหมายฉบับใหม่ได้ปรับเปลี่ยนหมวดหมู่การเข้าเมืองดังนี้:
- เปลี่ยนจากหมวดหมู่ "ผู้อพยพ" และ "ผู้ไม่ใช่อพยพ" เป็น "ผู้เยี่ยมชม" (Visitor) และ "ผู้อยู่อาศัยชั่วคราว" (Temporary Resident) โดยยังคงสถานะ "ผู้อยู่อาศัยถาวร" (Permanent Resident) ไว้
- ใช้ระบบการให้คะแนน (Point System) ในการพิจารณาการให้ถิ่นที่อยู่ถาวร โดยพิจารณาจากระดับการศึกษา ประสบการณ์การทำงาน และความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
- ลดขั้นตอนการขอถิ่นที่อยู่ถาวรสำหรับผู้เกษียณอายุและชาวต่างชาติกลุ่มอื่น ๆ ให้รวดเร็วยิ่งขึ้น
คำถามที่พบบ่อย
ทำไมชาวอเมริกันถึงลักลอบเข้าเม็กซิโกจำนวนมากในศตวรรษที่ 19?
เนื่องจากเม็กซิโกเสนอที่ดินราคาถูกในเท็กซัสเพื่อสร้างแนวกันชนกับสหรัฐฯ และต่อมามีแรงจูงใจทางเศรษฐกิจจากราคาฝ้ายที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งทำให้ชาวอเมริกันต้องการเข้ามาตั้งไร่ฝ้ายโดยใช้แรงงานทาส
กฎหมายการย้ายถิ่นฐานปี 2011 ของเม็กซิโกมีความแตกต่างจากกฎหมายปี 1970 อย่างไร?
กฎหมายปี 2011 มีความเสรีมากขึ้น โดยเปลี่ยนการเข้าเมืองผิดกฎหมายให้เป็นความผิดทางปกครองแทนที่จะเป็นความผิดทางอาญา และเน้นการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของผู้อพยพมากขึ้น
ผู้อพยพที่ไม่ถูกต้องกฎหมายในเม็กซิโกมีสิทธิอะไรบ้างตามกฎหมายปี 2011?
มีสิทธิได้รับความเท่าเทียมในการเข้าถึงการศึกษา การรักษาพยาบาล และการได้รับกระบวนการยุติธรรมที่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยไม่คำนึงถึงสถานะการเข้าเมือง
