ผลกระทบของสงครามเกาหลีต่อเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา
สรุปใจความสำคัญ
- สงครามเกาหลีถูกระดมทุนผ่านการเพิ่มภาษีเป็นหลัก แทนที่จะเป็นการกู้ยืมหรือพิมพ์เงินเหมือนสงครามในอดีต
- ภาษีทุน (Capital Taxation) พุ่งสูงขึ้นถึงระดับเฉลี่ยร้อยละ 62 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ
- การใช้จ่ายทางทหารในปีสุดท้ายของสงครามคิดเป็นร้อยละ 14.1 ของ GDP สหรัฐอเมริกา
- มาตรการระงับการขึ้นราคา (Price Freeze) ในปี 1951 ช่วยลดอัตราเงินเฟ้อจาก 11.1% เหลือ 2.1% ต่อปี
ผลกระทบของสงครามเกาหลีต่อเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริการะหว่างปี ค.ศ. 1950 ถึง 1953 มีลักษณะเด่นคือการกระตุ้นการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ผ่านการใช้จ่ายของภาครัฐ อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของการใช้จ่ายทางทหารได้ส่งผลให้เกิดข้อจำกัดในการลงทุนและการบริโภคในภาคเอกชน แม้จะมีการปรับขึ้นภาษีอย่างมีนัยสำคัญเพื่อระดมทุนสำหรับสงคราม แต่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) ได้ดำเนินนโยบายการเงินเพื่อต่อต้านเงินเฟ้อ ซึ่งช่วยรักษาเสถียรภาพของราคาในระยะยาว
การระดมทุนและการคลัง
ในอดีต สหรัฐอเมริกามักระดมทุนสำหรับสงครามผ่านการผสมผสานระหว่างภาษี หนี้สาธารณะ และการพิมพ์เงิน โดยที่ภาษีมีสัดส่วนค่อนข้างน้อย แต่ในกรณีของสงครามเกาหลี ประธานาธิบดีแฮร์รี เอส. ทรูแมน (Harry S. Truman) ได้เปลี่ยนแนวทางโดยเน้นการใช้ภาษีเป็นหลักเพื่อรักษาดุลงบประมาณแบบ "จ่ายตามจริง" (pay-as-you-go)
ในปี ค.ศ. 1950 สภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น 328 ต่อ 7 ให้ปรับขึ้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีสรรพสามิต นอกจากนี้ ภาษีทุน (Capital Taxation) ยังพุ่งสูงขึ้นถึงระดับสูงสุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 62
รัฐบาลยังได้เพิ่มภาษีสินค้าฟุ่มเฟือยและสินค้าที่อาจส่งผลกระทบต่อทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับสงคราม เช่น ขนสัตว์ เครื่องประดับ และเครื่องเล่นการพนัน รวมถึงการจัดเก็บภาษีใหม่สำหรับโทรทัศน์และตู้แช่แข็งในครัวเรือน แม้ว่าพระราชบัญญัติรายได้ (Revenue Acts) ในช่วงสงครามจะไม่สามารถป้องกันการขาดดุลได้ทั้งหมด แต่การขาดดุลที่เกิดขึ้นอยู่ในระดับที่จัดการได้ โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 6.5 ของรายได้ต่อเดือน
นโยบายการเงินและภาวะเงินเฟ้อ
นโยบายการเงินในช่วงสงครามเกาหลีเกิดจากความขัดแย้งระหว่างฝ่ายบริหารและธนาคารกลางสหรัฐฯ ประธานาธิบดีทรูแมนและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จอห์น ดับเบิลยู. สไนเดอร์ (John W. Snyder) ต้องการให้ธนาคารกลางคงราคาพันธบัตรรัฐบาลไว้ในระดับต่ำเพื่อสนับสนุนการกู้ยืม แต่ธนาคารกลางสหรัฐฯ เล็งเห็นถึงความจำเป็นในการต่อสู้กับเงินเฟ้อเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค
ในช่วงเริ่มต้นของสงคราม เกิดภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรงเนื่องจากผู้บริโภคเร่งซื้อสินค้า (Panic Buying) เช่น ยางรถยนต์ น้ำตาล และไนลอน เพราะเกรงว่าจะเกิดการขาดแคลนในอนาคต ส่งผลให้ดัชนีราคาผู้บริโภคในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1951 พุ่งสูงขึ้นเกือบ 20 เปอร์เซ็นต์ต่อปี
การควบคุมราคาและค่าจ้าง
เพื่อยับยั้งเงินเฟ้อ รัฐบาลได้ประกาศใช้มาตรการระงับการขึ้นราคา (Price Freeze) เมื่อวันที่ 26 มกราคม ค.ศ. 1951 ผลลัพธ์ที่ได้มีความแตกต่างอย่างชัดเจนดังนี้:
- ก่อนการระงับราคา: ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นในอัตรา 11.1 เปอร์เซ็นต์ต่อปี
- หลังการระงับราคา: ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นในอัตราเพียง 2.1 เปอร์เซ็นต์ต่อปี
โดยรวมแล้ว อัตราเงินเฟ้อในช่วงสงครามเกาหลีต่ำกว่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองอย่างมาก โดยมีอัตราการเติบโตของปริมาณเงินเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 4 เทียบกับร้อยละ 18 ในช่วงปี ค.ศ. 1940-1946 อย่างไรก็ตาม มาตรการควบคุมราคาและภาษีที่สูงขึ้นได้ส่งผลกระทบต่อการบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชน ซึ่งไม่กลับคืนสู่ระดับก่อนสงครามในทันทีหลังจากสงครามสิ้นสุดลง
การใช้จ่ายทางทหารและสวัสดิการ
สหรัฐฯ มีการใช้จ่ายทางทหารสูงอยู่แล้วเนื่องจากสภาวะสงครามเย็นกับสหภาพโซเวียต แต่สงครามเกาหลีได้เพิ่มภาระค่าใช้จ่ายขึ้นไปอีก โดยในปี ค.ศ. 1953 สหรัฐฯ ใช้จ่ายเงินในสงครามนี้ไปทั้งสิ้น 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (เทียบเท่ากับประมาณ 3.41 แสนล้านดอลลาร์ในปี ค.ศ. 2011) ซึ่งในปีสุดท้ายของสงคราม ค่าใช้จ่ายทางทหารคิดเป็นร้อยละ 14.1 ของ GDP
ในด้านทรัพยากรมนุษย์ สหรัฐฯ สูญเสียทหารในสมรภูมิประมาณ 34,000 นาย และเสียชีวิตจากโรคหรือการบาดเจ็บอีกประมาณ 2,800 นาย โดยมีจำนวนผู้บาดเจ็บและสูญหายรวมทั้งสิ้น 139,860 นาย
นอกจากนี้ รัฐบาลได้ประกาศใช้ "พระราชบัญญัติทหารผ่านศึกสงครามเกาหลี" (Korean War GI Bill) ในปี ค.ศ. 1952 เพื่อมอบสิทธิประโยชน์แก่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ระหว่างวันที่ 27 มิถุนายน ค.ศ. 1950 ถึง 1 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1955 ซึ่งครอบคลุมทั้งเงินช่วยเหลือหลังปลดประจำการ ทุนการศึกษา การค้ำประกันเงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัยและธุรกิจ รวมถึงการช่วยเหลือด้านการหางาน
คำถามที่พบบ่อย
สหรัฐอเมริการะดมทุนสำหรับสงครามเกาหลีอย่างไร?
สหรัฐฯ เน้นการใช้ภาษีเป็นหลัก โดยปรับขึ้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีสรรพสามิต รวมถึงภาษีทุนที่สูงถึงร้อยละ 62 เพื่อรักษาดุลงบประมาณตามนโยบายของประธานาธิบดีทรูแมน
ทำไมจึงเกิดภาวะเงินเฟ้อในช่วงเริ่มต้นของสงครามเกาหลี?
เกิดจากการที่ผู้บริโภคเร่งซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น ยางรถยนต์และน้ำตาล เนื่องจากความกังวลว่าจะเกิดการขาดแคลนสินค้าในอนาคต และผู้ผลิตเร่งกักตุนวัตถุดิบเพื่อเตรียมรับคำสั่งซื้อจากรัฐบาล
Korean War GI Bill คืออะไร?
คือพระราชบัญญัติที่มอบสิทธิประโยชน์แก่ทหารผ่านศึกสงครามเกาหลี เช่น ทุนการศึกษา เงินช่วยเหลือ และการค้ำประกันเงินกู้ เพื่อช่วยในการปรับตัวเข้าสู่ชีวิตพลเรือน
นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในช่วงสงครามเกาหลีแตกต่างจากนโยบายของรัฐบาลอย่างไร?
รัฐบาลต้องการให้ธนาคารกลางคงราคาพันธบัตรรัฐบาลไว้เพื่อสนับสนุนการกู้ยืม แต่ธนาคารกลางสหรัฐฯ เลือกดำเนินนโยบายต่อต้านเงินเฟ้อเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค

