Incomposite Interval ความหมายและบทบาทในทฤษฎีดนตรีกรีกโบราณ
สรุปใจความสำคัญ
- Incomposite Interval คือช่วงเสียงระหว่างโน้ตที่อยู่ติดกันในสเกลของกรีกโบราณ ซึ่งไม่สามารถแบ่งย่อยได้ในเชิงทำนองเพลง
- การเป็นช่วงเสียงไม่ประกอบไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดของช่วงเสียง แต่ขึ้นอยู่กับบริบทของ Genus หรือประเภทของทำนองเพลง
- Aristoxenus เป็นนักทฤษฎีดนตรีคนสำคัญที่นิยามความหมายของช่วงเสียงไม่ประกอบในเชิงหน้าที่ทางดนตรี
ในทฤษฎีดนตรีของกรีกโบราณ Incomposite Interval (ภาษากรีก: διάστημα ἀσύνθετον) หรือช่วงเสียงที่ไม่ประกอบ คือแนวคิดสำคัญที่ใช้อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างโน้ตสองตัวที่อยู่ติดกันในสเกลหรือใน tetrachord (กลุ่มโน้ต 4 ตัว) ซึ่งตามหลักการแล้ว จะไม่มีช่วงเสียงที่เล็กกว่าแทรกอยู่ระหว่างกลาง
ความหมายของ Incomposite Interval
ตามคำนิยามของ Aristoxenus นักทฤษฎีดนตรีชาวกรีก (ประมาณ 335 ปีก่อนคริสตกาล) ช่วงเสียงที่ไม่ประกอบคือช่วงเสียงที่เมื่อนักร้องร้องเพลงตามทำนอง (melody) แล้ว ไม่สามารถแบ่งย่อยช่วงเสียงนั้นออกเป็นช่วงเสียงที่เล็กกว่าได้ ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่านักร้องไม่มีความสามารถทางกายภาพในการร้องโน้ตที่อยู่ระหว่างกลาง แต่เป็นเรื่องของ "หน้าที่" ของโน้ตในระบบดนตรีนั้นๆ
ตัวอย่างเช่น ใน enharmonic genus (ประเภทของทำนองเพลง) ระยะห่างระหว่างโน้ต lichanos และ mesē คือช่วงเสียง ditone (ซึ่งเทียบเท่ากับช่วงเสียง Major Third ในปัจจุบัน) แม้ว่าจะเป็นช่วงเสียงที่กว้าง แต่ในบริบทของทำนองเพลงนั้น โน้ต lichanos จะต้องกระโดดไปยัง mesē โดยไม่มีการหยุดพักที่โน้ตตัวใดตัวหนึ่งระหว่างกลาง หากมีการร้องโน้ตตัวอื่นแทรกเข้ามา จะถือว่าไม่ถูกต้องตามหลักทำนองเพลง (ekmelēs)
ความแตกต่างระหว่างช่วงเสียงประกอบ (Composite) และไม่ประกอบ (Incomposite)
ความแตกต่างนี้ขึ้นอยู่กับ Genus หรือประเภทของทำนองเพลงที่ใช้ ซึ่งเป็นตัวกำหนดว่าช่วงเสียงใดจะถูกนับว่าเป็นช่วงเสียงไม่ประกอบ:
- Composite Interval: ช่วงเสียงที่ประกอบขึ้นจากช่วงเสียงย่อยๆ หลายช่วง และมีโน้ตที่สามารถร้องแทรกระหว่างกลางได้
- Incomposite Interval: ช่วงเสียงที่ถูกจำกัดโดยโน้ตที่อยู่ติดกันในสเกล ซึ่งไม่มีโน้ตตัวใดถูกละเว้น และไม่มีโน้ตตัวใดสามารถแทรกเข้ามาแบ่งย่อยช่วงเสียงนั้นได้
ตัวอย่างตามประเภทของ Genus
| Genus | ช่วงเสียงไม่ประกอบ (Incomposite Intervals) |
|---|---|
| Diatonic | Semitone และ Tone |
| Chromatic | Semitone และช่วงเสียงที่กว้างกว่า (Undivided interval) |
| Enharmonic | Diesis (ครึ่งหนึ่งของ Semitone) และ Ditone |
บทสรุป
แนวคิดเรื่อง Incomposite Interval แสดงให้เห็นว่าดนตรีกรีกโบราณไม่ได้มองช่วงเสียงเป็นเพียงเรื่องของขนาดหรือความถี่ของเสียง แต่เป็นเรื่องของ kinēsis phonēs หรือศักยภาพของเสียงและการเคลื่อนที่ของทำนองเพลง ซึ่งเป็นปัจจัยกำหนดโครงสร้างของสเกลและดนตรีในยุคนั้น
คำถามที่พบบ่อย
Incomposite Interval คืออะไร?
คือช่วงเสียงระหว่างโน้ตที่อยู่ติดกันในสเกลดนตรีกรีกโบราณ ซึ่งตามหลักการของทำนองเพลงแล้ว ไม่สามารถมีโน้ตตัวอื่นแทรกกลางได้
ช่วงเสียงที่กว้างอย่าง Ditone สามารถเป็นช่วงเสียงไม่ประกอบได้หรือไม่?
ใช่ ใน Enharmonic genus ช่วงเสียง Ditone ถูกนับว่าเป็นช่วงเสียงไม่ประกอบ เพราะในเชิงทำนองเพลง โน้ตต้องกระโดดข้ามไปโดยไม่มีโน้ตตัวใดแทรกกลาง
ปัจจัยใดที่กำหนดว่าช่วงเสียงหนึ่งจะเป็น Incomposite หรือ Composite?
ปัจจัยหลักคือ Genus (ประเภทของทำนองเพลง) ที่ใช้ในขณะนั้น ซึ่งเป็นตัวกำหนดว่าโน้ตตัวใดในสเกลถือว่ามีหน้าที่เป็นโน้ตที่อยู่ติดกัน

