สถานะและนโยบายสำหรับบุคคลอินเตอร์เซกส์ในกองทัพสหรัฐฯ
สรุปใจความสำคัญ
- กองทัพสหรัฐฯ ไม่มีคำสั่งห้ามบุคคลอินเตอร์เซกส์รับราชการอย่างเป็นทางการ แต่ใช้เกณฑ์ทางการแพทย์ในการคัดออก
- รายงานจาก Michael D. Palm Center ระบุว่ามีการเลือกปฏิบัติโดยมองว่าลักษณะอินเตอร์เซกส์เป็นความเบี่ยงเบนทางการแพทย์
- เกณฑ์การคัดเลือกทหารมีการระบุความแตกต่างทางกายวิภาคของอวัยวะเพศที่อาจทำให้บุคคลขาดคุณสมบัติในการรับราชการ
- จากการศึกษาในปี 2020 พบว่ามีทหารข้ามเพศประมาณ 0.5% ที่ระบุว่าตนเองเป็นอินเตอร์เซกส์
กฎระเบียบเกี่ยวกับการรับบุคคลอินเตอร์เซกส์ (Intersex) เข้าประจำการในกองทัพสหรัฐอเมริกามีความคลุมเครือและไม่สอดคล้องกัน เนื่องจากความหลากหลายของลักษณะทางกายภาพของบุคคลอินเตอร์เซกส์ แม้ว่ากองทัพสหรัฐฯ จะไม่มีการประกาศสั่งห้ามบุคคลอินเตอร์เซกส์รับราชการอย่างเป็นทางการในภาพรวม แต่ในทางปฏิบัติกลับมีการคัดออกโดยใช้เกณฑ์ทางการแพทย์ที่ส่งผลกระทบต่อบุคคลที่มีลักษณะทางเพศไม่ตรงตามมาตรฐานชายหรือหญิง
ความท้าทายเชิงโครงสร้างและกฎหมาย
กองทัพสหรัฐฯ มีความจำเป็นต้องจำแนกบุคลากรออกเป็นเพศชายและเพศหญิงอย่างชัดเจนเพื่อการบริหารจัดการ ซึ่งสร้างสถานการณ์ที่ยากลำบากสำหรับบุคคลอินเตอร์เซกส์ที่มีร่างกายไม่ตรงกับคำจำกัดความของเพศใดเพศหนึ่ง ความคลุมเครือนี้ส่งผลให้เกิดความสับสนในการบังคับใช้กฎหมายทางการแพทย์ พฤติกรรม และกฎหมายทางนิตินัยภายในกองทัพ
บริบททางประวัติศาสตร์
ในประวัติศาสตร์มีการค้นพบกรณีที่น่าสนใจ เช่น การศึกษาโครงกระดูกของ คาซิมีร์ ปูลาสกี้ (Casimir Pulaski) นายพลผู้มีชื่อเสียงในสงครามปฏิวัติอเมริกา ซึ่งพบลักษณะทางกายภาพบางประการที่บ่งชี้ว่าเขาอาจเป็นบุคคลอินเตอร์เซกส์ แม้ว่าอัตลักษณ์ทางเพศและการแสดงออกทางสังคมของเขาจะเป็นชายอย่างชัดเจน กรณีนี้ถูกนำมาใช้ในการวิเคราะห์ว่ากายวิภาคเริ่มต้นไม่ได้เป็นตัวกำหนดการแสดงออกทางเพศและประสบการณ์ทางวัฒนธรรมในบริบทของสถาบันอย่างกองทัพ
อีกหนึ่งกรณีเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1861 ระหว่างสงครามกลางเมืองอเมริกา เมื่อ เอลเลน เบิร์นแฮม (Ellen Burnham) ถูกจับกุมและผ่านการตรวจร่างกาย ซึ่งผลปรากฏว่าเบิร์นแฮมเป็นชาย ต่อมาเบิร์นแฮมได้เปลี่ยนชื่อเป็น เอ็ดการ์ และได้รับการบันทึกว่าเป็นบุคคลแรกในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ที่ได้จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมายทั้งในฐานะชายและหญิง
นโยบายและการเลือกปฏิบัติ
รายงานจาก ศูนย์ไมเคิล ดี. ปาล์ม (Michael D. Palm Center) ในปี ค.ศ. 2007 ระบุว่ากองทัพสหรัฐฯ มองบุคคลอินเตอร์เซกส์และบุคคลข้ามเพศว่ามีความ "เบี่ยงเบนทางร่างกายและจิตใจ" โดยใช้เหตุผลทางการแพทย์เป็นปัจจัยในการตัดสิทธิ์ ซึ่งรายงานชี้ให้เห็นถึงการมีอยู่ของการเลือกปฏิบัติและความอคติต่อบุคคลอินเตอร์เซกส์ภายในกองทัพ
- กองทัพบกและนาวิกโยธิน: ในปี ค.ศ. 2008 มีนโยบายว่าบุคคลอินเตอร์เซกส์และบุคคลข้ามเพศถือเป็นผู้ที่มีปัญหาทางร่างกายหรือจิตใจ ทำให้ขาดคุณสมบัติในการรับราชการ
- กองทัพเรือและกองทัพอากาศ: มักคัดบุคคลเหล่านี้ออกโดยอ้างเหตุผลเรื่อง "การรักษาทางการแพทย์" ที่จำเป็น
นอกจากนี้ เกณฑ์การคัดเลือกบุคคลเข้าประจำการมักระบุรายละเอียดความแตกต่างทางอวัยวะเพศที่ใช้ในการตัดสิทธิ์ เช่น การมีอัณฑะไม่ลงถุง (undescended testicle) ในผู้ชาย ซึ่งอาจทำให้ขาดคุณสมบัติในการรับราชการตามมาตรฐานทางการแพทย์ที่ระบุไว้ในคำสั่งเกี่ยวกับการแต่งตั้งและการเกณฑ์ทหาร
สถานการณ์ปัจจุบัน
ในปี ค.ศ. 2017 นักวิชาการ เคลลี แอล. ฟิชเชอร์ (Kelly L. Fisher) ระบุว่านโยบายของกองทัพยังคงขัดขวางไม่ให้บุคคลอินเตอร์เซกส์และบุคคลข้ามเพศสามารถรับราชการได้อย่างเปิดเผย อย่างไรก็ตาม ในการศึกษาทหารข้ามเพศในปี ค.ศ. 2020 พบว่ามีทหารประมาณ 0.5% ที่ระบุว่าตนเองเป็นบุคคลอินเตอร์เซกส์
คำถามที่พบบ่อย
บุคคลอินเตอร์เซกส์สามารถรับราชการในกองทัพสหรัฐฯ ได้หรือไม่?
ในทางทฤษฎีไม่มีการสั่งห้ามอย่างเป็นทางการ แต่ในทางปฏิบัติ บุคคลจำนวนมากถูกคัดออกด้วยเกณฑ์มาตรฐานทางการแพทย์ที่ระบุว่าลักษณะทางกายภาพบางประการของอินเตอร์เซกส์เป็นข้อห้ามในการรับราชการ
กองทัพสหรัฐฯ ใช้เกณฑ์ใดในการคัดบุคคลอินเตอร์เซกส์ออก?
กองทัพใช้มาตรฐานทางการแพทย์ (Medical Standards) โดยระบุว่าความแตกต่างทางอวัยวะเพศบางลักษณะ หรือการต้องได้รับการรักษาทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับสภาวะอินเตอร์เซกส์ เป็นเหตุให้ขาดคุณสมบัติ
มีรายงานการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลอินเตอร์เซกส์ในกองทัพหรือไม่?
มี รายงานจากศูนย์ไมเคิล ดี. ปาล์ม (Michael D. Palm Center) ระบุว่ากองทัพเคยมองว่าบุคคลอินเตอร์เซกส์และบุคคลข้ามเพศมีความเบี่ยงเบนทางร่างกายและจิตใจ ซึ่งนำไปสู่การเลือกปฏิบัติ
