← กลับไปยังบทความทั้งหมด

ความหนาของผนังหลอดเลือดชั้นในและชั้นกลาง (Intima-Media Thickness)

สรุปใจความสำคัญ

  • IMT คือการวัดความหนาของผนังหลอดเลือดชั้นใน (Intima) และชั้นกลาง (Media) รวมกัน
  • การตรวจ Carotid IMT มักใช้เพื่อประเมินความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis)
  • การวัดด้วยอัลตราซาวด์จากภายนอกเป็นวิธีที่นิยมที่สุดเนื่องจากไม่รุกล้ำร่างกายและราคาประหยัด
  • การหนาตัวของผนังหลอดเลือดอาจเกิดจากปัจจัยอื่นนอกเหนือจากโรคหลอดเลือดแดงแข็ง เช่น ความดันโลหิตและแรงเฉือนของกระแสเลือด

ความหนาของผนังหลอดเลือดชั้นในและชั้นกลาง หรือ Intima-Media Thickness (IMT) คือการวัดความหนาของผนังหลอดเลือดแดงในสองชั้นที่อยู่ด้านในสุด ได้แก่ ชั้นอินทิมา (Tunica Intima) และชั้นมีเดีย (Tunica Media) การวัดนี้มักทำโดยใช้การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasound) จากภายนอกร่างกาย หรือในบางกรณีอาจใช้สายสวนอัลตราซาวด์ภายในหลอดเลือด (Invasive ultrasound catheters) เพื่อความแม่นยำในหลอดเลือดที่อยู่ลึก

ภาพแสดงการวัดความหนาของผนังหลอดเลือดชั้นในและชั้นกลาง
การแสดงภาพตัดขวางของผนังหลอดเลือดเพื่อวัดค่า IMT

การประยุกต์ใช้ในการตรวจหลอดเลือดคาร์โรทิด (Carotid IMT)

การวัด IMT ของหลอดเลือดแดงคาร์โรทิด (Carotid artery) ซึ่งเป็นหลอดเลือดหลักที่ไปเลี้ยงสมอง ถูกนำมาใช้เพื่อตรวจหาการมีอยู่ของโรคหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis) ในมนุษย์ และใช้ในการติดตามการถดถอย การหยุดชะงัก หรือการลุกลามของโรค

วิธีการวัด IMT ด้วยอัลตราซาวด์ถูกนำเสนอและตรวจสอบความถูกต้องในห้องปฏิบัติการครั้งแรกโดย Paolo Pignoli ในปี ค.ศ. 1984 และได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมากตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 1990 ในฐานะเครื่องมือที่ไม่รุกล้ำร่างกาย (Non-invasive) เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงของผนังหลอดเลือด

ประสิทธิภาพในการพยากรณ์โรค

แม้ว่าค่า Carotid IMT จะสามารถพยากรณ์เหตุการณ์ทางหัวใจและหลอดเลือดในอนาคตได้ แต่ความมีประโยชน์ของการวัดการเปลี่ยนแปลงของค่า IMT เมื่อเวลาผ่านไปนั้นยังคงเป็นที่ถกเถียง เนื่องจากผลการวิเคราะห์อภิมาน (Meta-analyses) ไม่พบว่าการเปลี่ยนแปลงของค่า IMT สามารถพยากรณ์เหตุการณ์ทางหัวใจและหลอดเลือดได้อย่างชัดเจน ด้วยเหตุนี้ การใช้การเปลี่ยนแปลงของ IMT เป็นตัวบ่งชี้แทน (Surrogate endpoint) เพื่อวัดประสิทธิภาพของยาในการทดลองทางคลินิก หรือในการจัดการโรคหัวใจและหลอดเลือดจึงยังไม่เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป

แนวทางปฏิบัติทางคลินิก

บทบาทของ Carotid IMT ในการปฏิบัติทางคลินิกยังไม่มีความชัดเจนนัก โดยมีความเห็นที่แตกต่างกันในระดับสากล:

  • United States Preventive Services Task Force (USPSTF): พบว่าไม่มีหลักฐานสนับสนุนเพียงพอสำหรับการนำมาใช้เป็นประจำในการแบ่งระดับความเสี่ยงสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดในระดับปานกลาง
  • European Society of Hypertension และ European Society of Cardiology: ในปี ค.ศ. 2003 ได้แนะนำให้ใช้การวัด Carotid IMT ในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงสูงเพื่อช่วยระบุความเสียหายของอวัยวะเป้าหมาย (Target organ damage)
  • American Heart Association (AHA) และ American College of Cardiology (ACC): ในปี ค.ศ. 2010 ได้สนับสนุนให้ใช้ Carotid IMT ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงระดับปานกลาง หากการจำแนกความเสี่ยงแบบปกติไม่ให้ผลที่น่าพอใจ

วิธีการวัดค่า IMT

การวัด IMT สามารถทำได้ในหลอดเลือดแดงขนาดใหญ่ที่อยู่ใกล้ผิวหนัง เช่น หลอดเลือดคาร์โรทิด (Carotid), หลอดเลือดแขน (Brachial), หลอดเลือดข้อมือ (Radial) หรือหลอดเลือดขาหนีบ (Femoral) โดยใช้อัลตราซาวด์จากภายนอก ซึ่งมีข้อดีคือไม่รุกล้ำร่างกาย ค่าใช้จ่ายต่ำ และสะดวก

สำหรับหลอดเลือดที่อยู่ลึก เช่น หลอดเลือดหัวใจ (Coronary arteries) จำเป็นต้องใช้สายสวนพิเศษที่ติดตั้งอัลตราซาวด์หรือเทคโนโลยี Optical Coherence Tomography (OCT) เพื่อวัดค่า IMT

ตำแหน่งการวัดในหลอดเลือดคาร์โรทิด

โดยทั่วไปจะมีการวัดใน 3 ตำแหน่งหลัก:

  1. หลอดเลือดแดงคาร์โรทิดส่วนกลาง (Common carotid artery) โดยปกติจะวัดที่ระยะ 1 เซนติเมตรก่อนถึงจุดแยก
  2. จุดแยกของหลอดเลือด (Bifurcation)
  3. หลอดเลือดแดงคาร์โรทิดภายใน (Internal carotid artery)

ในการตรวจด้วยอัลตราซาวด์ การวัดผนังด้านไกล (Far wall) ซึ่งอยู่ลึกกว่า มักถูกพิจารณาว่ามีความน่าเชื่อถือมากกว่าการวัดผนังด้านใกล้ (Near wall) แม้ว่าจะมีบางแนวทางที่แนะนำให้วัดทั้งสองด้าน

ปัจจัยที่เกี่ยวข้องและข้อจำกัด

การศึกษาทางระบาดวิทยาและทางคลินิกพบว่าค่า IMT มีความสัมพันธ์กับปัจจัยเสี่ยงหลายประการ ได้แก่ โรคเบาหวานชนิดที่ 2, ภาวะคอเลสเตอรอลในเลือดสูงทางพันธุกรรม (Familial hypercholesterolemia), ระดับ HDL-C, ไตรกลีเซอไรด์, โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์, โรคไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ และมลพิษทางอากาศ

อย่างไรก็ตาม ควรระลึกว่าการหนาตัวของผนังหลอดเลือด (Intima-medial thickening) อาจไม่ได้เกิดจากโรคหลอดเลือดแดงแข็งเสมอไป แต่เป็นกระบวนการที่ซับซ้อนซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ความดันโลหิต, พลศาสตร์การไหลของเลือดในบริเวณนั้น (Local hemodynamics), แรงเฉือน (Shear stress) และแรงดึงตามแนวเส้นรอบวง (Circumferential tensile stress)

คำถามที่พบบ่อย

การตรวจ IMT คืออะไร?

คือการวัดความหนาของผนังหลอดเลือดแดงชั้นในและชั้นกลาง โดยส่วนใหญ่นิยมวัดที่หลอดเลือดแดงคาร์โรทิดที่คอ เพื่อประเมินการสะสมของไขมันและหินปูน ซึ่งเป็นสัญญาณเริ่มต้นของโรคหลอดเลือดแดงแข็ง

การตรวจ Carotid IMT มีประโยชน์อย่างไร?

ช่วยในการระบุผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในอนาคต โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น เบาหวาน หรือความดันโลหิตสูง

ค่า IMT ที่สูงขึ้นหมายถึงอะไร?

โดยทั่วไปหมายถึงผนังหลอดเลือดมีความหนาตัวขึ้น ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นโรคหลอดเลือดแดงแข็งเสมอไป เนื่องจากอาจเกิดจากปัจจัยทางสรีรวิทยาอื่นๆ ได้

การตรวจนี้มีความแม่นยำเพียงใด?

มีความแม่นยำสูงในการตรวจหาการหนาตัวของผนังหลอดเลือด แต่การใช้เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงของโรคในระยะสั้นหรือใช้เป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพของยาในบางกรณี ยังคงเป็นหัวข้อที่มีการถกเถียงในวงการแพทย์

ใครควรเข้ารับการตรวจ IMT?

ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ โดยมักแนะนำในผู้ที่มีความเสี่ยงระดับปานกลางถึงสูงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด เพื่อช่วยในการตัดสินใจวางแผนการรักษาและป้องกัน

การตรวจ IMT แตกต่างจากการตรวจหาคราบหินปูน (Plaque) อย่างไร?

IMT วัดความหนาโดยรวมของผนังหลอดเลือดในลักษณะที่สม่ำเสมอ ส่วนการตรวจหา Plaque คือการตรวจหาจุดที่ผนังหลอดเลือดหนาตัวขึ้นอย่างผิดปกติเฉพาะจุด ซึ่งเป็นรอยโรคของโรคหลอดเลือดแดงแข็งที่ชัดเจนกว่า