← กลับไปยังบทความทั้งหมด

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับไวรัส สิ่งมีชีวิตขนาดจิ๋วที่ก่อโรค

สรุปใจความสำคัญ

  • ไวรัสไม่ใช่เซลล์และไม่สามารถสืบพันธุ์ได้ด้วยตัวเอง ต้องอาศัยเซลล์โฮสต์ในการจำลองตัวเอง
  • สารพันธุกรรมของไวรัสประกอบด้วย DNA หรือ RNA อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น
  • ไวรัสที่มีเปลือกหุ้ม (Envelope) จะถูกทำลายได้ง่ายด้วยสบู่และสารซักฟอก

ไวรัสคือตัวแทนการติดเชื้อขนาดจิ๋วที่สามารถสืบพันธุ์ได้ภายในเซลล์ของโฮสต์ที่มีชีวิต เมื่อเซลล์โฮสต์ถูกติดเชื้อ ไวรัสจะบังคับให้เซลล์นั้นผลิตสำเนาของไวรัสตัวเดิมออกมาเป็นจำนวนหลายพันชุด ซึ่งแตกต่างจากสิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่ ไวรัสไม่มีเซลล์ที่สามารถแบ่งตัวได้เอง แต่จะใช้วิธีการประกอบตัวขึ้นมาใหม่ภายในเซลล์โฮสต์ที่ติดเชื้อ

โครงสร้างของไวรัส
โครงสร้างพื้นฐานของไวรัสที่ประกอบด้วยสารพันธุกรรมและเปลือกโปรตีน

โครงสร้างและองค์ประกอบของไวรัส

ไวรัสประกอบด้วยส่วนประกอบหลัก 2 ถึง 3 ส่วน ดังนี้:

  • สารพันธุกรรม: ไวรัสทุกชนิดมีสารพันธุกรรมซึ่งบรรจุข้อมูลทางชีวภาพ โดยสร้างจาก DNA หรือ RNA อย่างใดอย่างหนึ่ง
  • แคปซิด (Capsid): เปลือกโปรตีนที่หุ้มหุ้มสารพันธุกรรมเพื่อป้องกันความเสียหาย
  • เปลือกหุ้มไวรัส (Viral Envelope): ไวรัสบางชนิดมีชั้นไขมันหุ้มอยู่ภายนอกแคปซิด ซึ่งช่วยให้ไวรัสเข้าสู่เซลล์โฮสต์ได้ง่ายขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้ไวรัสเหล่านี้ถูกทำลายได้ง่ายด้วยสบู่

ไวรัสมีขนาดเล็กมาก โดยมีขนาดตั้งแต่ 20 ถึง 300 นาโนเมตร ซึ่งหากนำไวรัสมาวางเรียงต่อกัน 33,000 ถึง 500,000 ตัว จะมีความยาวเพียง 1 เซนติเมตรเท่านั้น

การแพร่กระจายของไวรัส

ไวรัสแต่ละชนิดมีวิธีการแพร่กระจายที่แตกต่างกันไปตามชนิดของโฮสต์และเนื้อเยื่อที่มันโจมตี:

  • ไวรัสพืช: มักแพร่กระจายผ่านแมลงหรือสิ่งมีชีวิตอื่นที่เรียกว่า "เวกเตอร์" (Vectors)
  • ไวรัสในมนุษย์และสัตว์: แพร่กระจายผ่านสารคัดหลั่งที่ติดเชื้อ เช่น น้ำมูก น้ำลาย หรือเลือด
  • ทางอากาศ: เช่น ไวรัสไข้หวัดใหญ่ ซึ่งแพร่กระจายผ่านละอองฝอยจากการไอหรือจาม
  • ทางอุจจาระและปาก: เช่น โนโรไวรัส ซึ่งเกิดจากการปนเปื้อนในมือ อาหาร และน้ำ
  • การสัมผัสโดยตรง: เช่น โรตาไวรัส ซึ่งมักแพร่กระจายผ่านการสัมผัสเด็กที่ติดเชื้อ
  • แมลงนำโรค: เช่น ไวรัสเดงกี (ไข้เลือดออก) ซึ่งแพร่กระจายโดยยุง

การกลายพันธุ์และโรคอุบัติใหม่

ไวรัส โดยเฉพาะชนิดที่มีสารพันธุกรรมเป็น RNA สามารถกลายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่ร่างกายของโฮสต์ไม่มีภูมิคุ้มกันเพียงพอ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่ต้องมีการผลิตวัคซีนใหม่ทุกปี หรือการเกิดโรคระบาดใหญ่ (Pandemic) เช่น ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009

บ่อยครั้งการกลายพันธุ์นี้เกิดขึ้นเมื่อไวรัสติดเชื้อในสัตว์ชนิดอื่นก่อนจะข้ามมาสู่มนุษย์ ซึ่งเรียกว่า โรคติดต่อจากสัตว์สู่คน (Zoonotic diseases) เช่น โคโรนาไวรัสในค้างคาว หรือไข้หวัดใหญ่ในหมูและนก

การค้นพบไวรัส

การค้นพบไวรัส
ประวัติการค้นพบไวรัสผ่านการกรองสารละลายที่เชื้อแบคทีเรียผ่านไม่ได้

การค้นพบไวรัสเริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 โดย Charles Chamberland ได้ประดิษฐ์ตัวกรองที่มีรูพรุนขนาดเล็กกว่าแบคทีเรีย ต่อมา Dmitri Ivanovsky ได้ใช้ตัวกรองนี้ศึกษาไวรัสโมเสกในยาสูบ (Tobacco Mosaic Virus - TMV) และพบว่าสารสกัดจากใบยาสูบที่ติดเชื้อยังคงสามารถก่อโรคได้แม้จะผ่านการกรองแล้ว

ในปี 1899 Martinus Beijerinck สังเกตว่าตัวแทนการติดเชื้อนี้จะเพิ่มจำนวนได้เฉพาะในเซลล์ที่กำลังแบ่งตัวเท่านั้น เขาจึงเรียกมันว่า "ของเหลวที่มีชีวิตและติดต่อได้" (contagium vivum fluidum) จนกระทั่งการประดิษฐ์กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนในปี 1931 ทำให้มนุษย์สามารถมองเห็นภาพของไวรัสได้เป็นครั้งแรก

คำศัพท์ที่สำคัญ

คำศัพท์ความหมาย
วิริออน (Virion)อนุภาคไวรัสเดี่ยวๆ ที่อยู่นอกเซลล์โฮสต์
แคปซิด (Capsid)เปลือกโปรตีนที่หุ้มสารพันธุกรรมของไวรัส
โฮสต์เรนจ์ (Host range)ชนิดของสัตว์ พืช หรือแบคทีเรียที่ไวรัสชนิดนั้นๆ สามารถติดเชื้อได้
แบคทีเรียฟาจ (Bacteriophages)ไวรัสที่เข้าโจมตีและสืบพันธุ์ในแบคทีเรีย

คำถามที่พบบ่อย

ไวรัสแตกต่างจากแบคทีเรียอย่างไร?

ไวรัสมีขนาดเล็กกว่าแบคทีเรียมาก และไม่สามารถสืบพันธุ์ได้ด้วยตัวเอง ต้องอาศัยเซลล์โฮสต์ในการจำลองตัวเอง ในขณะที่แบคทีเรียเป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่สามารถแบ่งตัวได้เอง

ยาปฏิชีวนะสามารถรักษาไวรัสได้หรือไม่?

ไม่ได้ ยาปฏิชีวนะใช้สำหรับกำจัดแบคทีเรียเท่านั้น การรักษาการติดเชื้อไวรัสต้องใช้ยาต้านไวรัส (Antiviral drugs) หรือป้องกันด้วยวัคซีน

ทำไมเราถึงต้องฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกปี?

เพราะไวรัสไข้หวัดใหญ่มีการกลายพันธุ์อย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายไม่รู้จัก จึงจำเป็นต้องปรับปรุงวัคซีนให้ตรงกับสายพันธุ์ที่ระบาดในปัจจุบัน