ของเหลวไอออนิก คุณสมบัติและการประยุกต์ใช้ในทางเคมี
สรุปใจความสำคัญ
- ของเหลวไอออนิกคือเกลือที่มีจุดหลอมเหลวต่ำกว่า 100 องศาเซลเซียส ทำให้มีสถานะเป็นของเหลว ณ อุณหภูมิห้อง
- ประกอบด้วยไอออนเป็นส่วนประกอบหลัก แตกต่างจากของเหลวทั่วไปที่ประกอบด้วยโมเลกุลที่เป็นกลาง
- มีความดันไอต่ำมากและมีความเสถียรทางความร้อนสูง ทำให้ปลอดภัยกว่าตัวทำละลายอินทรีย์ทั่วไป
- ถูกนำไปใช้เป็นอิเล็กโทรไลต์ในแบตเตอรี่และตัวทำละลายในกระบวนการทางเคมีสีเขียว
ของเหลวไอออนิก (Ionic Liquid หรือ IL) คือเกลือที่อยู่ในสถานะของเหลวภายใต้สภาวะแวดล้อมปกติ โดยทั่วไปมักถูกจำกัดความว่าเป็นเกลือที่มีจุดหลอมเหลวต่ำกว่า 100 องศาเซลเซียส ในขณะที่ของเหลวทั่วไป เช่น น้ำหรือน้ำมันเบนซิน ประกอบด้วยโมเลกุลที่เป็นกลางทางไฟฟ้า แต่ของเหลวไอออนิกประกอบด้วยไอออนเป็นส่วนประกอบหลัก ทำให้สารเหล่านี้ถูกเรียกในชื่ออื่น ๆ เช่น อิเล็กโทรไลต์เหลว (liquid electrolytes), ของเหลวไอออนิก (ionic fluids), หรือเกลือหลอมเหลว (fused salts)

กลไกการเกิดและโครงสร้าง
โดยปกติแล้ว เกลือทั่วไปจะมีพันธะไอออนิกที่แข็งแกร่งกว่าแรงแวนเดอร์วาลส์ (Van der Waals forces) ที่พบในของเหลวทั่วไป ส่งผลให้เกลือส่วนใหญ่มีพลังงานโครงผลึก (lattice energy) สูงและมีจุดหลอมเหลวสูง เช่น โซเดียมคลอไรด์ (NaCl) ที่หลอมเหลวที่อุณหภูมิ 801 องศาเซลเซียส
อย่างไรก็ตาม เกลือบางชนิด โดยเฉพาะเกลือที่มีแคตไอออนเป็นสารอินทรีย์ จะมีพลังงานโครงผลึกต่ำ ทำให้มีจุดหลอมเหลวต่ำจนอยู่ในสถานะของเหลวได้ที่อุณหภูมิห้อง ตัวอย่างเช่น สารประกอบที่ใช้แคตไอออน 1-ethyl-3-methylimidazolium (EMIM) ซึ่งสามารถสร้างของเหลวไอออนิกที่มีจุดหลอมเหลวต่ำมาก เช่น EMIM dicyanamide ที่หลอมเหลวที่ -21 องศาเซลเซียส

ประวัติการค้นพบและการพัฒนา
คำว่า "ของเหลวไอออนิก" ถูกนำมาใช้ในความหมายทั่วไปตั้งแต่ปี ค.ศ. 1943 แต่การค้นพบสารในกลุ่มนี้มีมานานก่อนหน้านั้น โดยมีการรายงานการพบ Ethanolammonium nitrate ในปี ค.ศ. 1888 และต่อมาในปี ค.ศ. 1914 Paul Walden ได้รายงานการค้นพบ ethylammonium nitrate ซึ่งเป็นหนึ่งในของเหลวไอออนิกที่เสถียร ณ อุณหภูมิห้องชนิดแรก ๆ (จุดหลอมเหลว 12 องศาเซลเซียส)
ในช่วงทศวรรษ 1970 และ 1980 เริ่มมีการพัฒนาของเหลวไอออนิกที่ใช้แคตไอออนกลุ่ม imidazolium และ pyridinium เพื่อใช้เป็นอิเล็กโทรไลต์ในแบตเตอรี่ อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกสารเหล่านี้มีความไวต่อความชื้นและมีฤทธิ์เป็นกรดหรือเบสสูง จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1992 Wilkes และ Zawarotko ได้พัฒนาของเหลวไอออนิกที่ใช้แอนไอออนที่มีการประสานงานอย่างอ่อน (weakly coordinating anions) เช่น hexafluorophosphate (PF6−) และ tetrafluoroborate (BF4−) ซึ่งช่วยให้สารเหล่านี้มีความเป็นกลางทางเคมีมากขึ้นและนำไปประยุกต์ใช้ได้กว้างขวางขึ้น
คุณสมบัติทางกายภาพและทางเคมี
ของเหลวไอออนิกส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นของเหลวหนืดไม่มีสี และมีคุณสมบัติที่โดดเด่นดังนี้:
- ความดันไอต่ำมาก: มีความดันไอต่ำถึง 10−10 ปาสกาล ทำให้ไม่ระเหยง่ายและมีความสามารถในการลุกไหม้ต่ำ
- ความเสถียรทางความร้อน: มีความทนทานต่อความร้อนสูง
- หน้าต่างเคมีไฟฟ้ากว้าง (Electrochemical Window): สามารถทนต่อแรงดันไฟฟ้าได้ในช่วงกว้าง ทำให้เหมาะสำหรับการสกัดโลหะจากแร่ที่สกัดได้ยากด้วยวิธีปกติ
- การละลายที่หลากหลาย: สารประกอบอะลิฟาติกอิ่มตัวมักละลายได้น้อย แต่แอลคีน (alkenes) และแอลดีไฮด์ (aldehydes) สามารถละลายได้ดีกว่า คุณสมบัตินี้ถูกนำมาใช้ในกระบวนการเร่งปฏิกิริยาแบบสองเฟส (biphasic catalysis) เพื่อแยกผลิตภัณฑ์ออกจากตัวเร่งปฏิกิริยาได้ง่ายขึ้น

การประยุกต์ใช้
เนื่องจากคุณสมบัติพิเศษ ของเหลวไอออนิกจึงถูกนำไปใช้ในหลายด้าน เช่น:
- ตัวทำละลายสีเขียว (Green Solvents): ใช้ทดแทนตัวทำละลายอินทรีย์ที่ระเหยง่ายและเป็นพิษ
- อิเล็กโทรไลต์ในแบตเตอรี่: ใช้ในแบตเตอรี่และตัวเก็บประจุไฟฟ้าเนื่องจากความสามารถในการนำไฟฟ้าและความเสถียร
- สารผนึก (Sealants): ใช้เป็นสารปิดผนึกเนื่องจากความดันไอที่ต่ำมาก
- การแยกก๊าซ: ใช้ในการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เนื่องจากมีความสามารถในการละลายก๊าซชนิดนี้ได้ดี
คำถามที่พบบ่อย
ของเหลวไอออนิกแตกต่างจากของเหลวทั่วไปอย่างไร?
ของเหลวทั่วไป เช่น น้ำหรือเบนซิน ประกอบด้วยโมเลกุลที่เป็นกลางทางไฟฟ้า แต่ของเหลวไอออนิกประกอบด้วยไอออน (แคตไอออนและแอนไอออน) เป็นส่วนประกอบหลัก
ทำไมของเหลวไอออนิกถึงมีจุดหลอมเหลวต่ำ?
เพราะเกลือบางชนิด โดยเฉพาะที่มีแคตไอออนเป็นสารอินทรีย์ขนาดใหญ่ จะมีพลังงานโครงผลึก (lattice energy) ต่ำ ทำให้แรงยึดเหนี่ยวระหว่างไอออนไม่แข็งแกร่งพอที่จะรักษาโครงสร้างของแข็งไว้ได้ที่อุณหภูมิห้อง
ของเหลวไอออนิกนำไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง?
ได้แก่ การใช้เป็นตัวทำละลายในปฏิกิริยาเคมีเพื่อลดการใช้สารระเหยที่เป็นพิษ, การใช้เป็นอิเล็กโทรไลต์ในแบตเตอรี่, และการใช้ในการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์