ความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลและสหราชอาณาจักร
สรุปใจความสำคัญ
- สหราชอาณาจักรเคยปกครองปาเลสไตน์ภายใต้อาณัติของสันนิบาตชาติระหว่างปี 1920-1948
- ปฏิญญาบัลฟอร์ปี 1917 เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการสนับสนุนการสร้างบ้านแห่งชาติสำหรับชาวยิว
- มูลค่าการค้าระหว่างอิสราเอลและสหราชอาณาจักรในปี 2023 สูงกว่า 6.1 พันล้านปอนด์สเตอร์ลิง
- ความร่วมมือในปัจจุบันเน้นหนักในด้านเทคโนโลยีขั้นสูง การป้องกันประเทศ และการวิจัยทางวิทยาศาสตร์
ความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลและสหราชอาณาจักร (หรือความสัมพันธ์แองโกล-อิสราเอล) เป็นความสัมพันธ์ทางการทูตและการค้าระหว่างสองประเทศที่มีประวัติศาสตร์ร่วมกันอย่างซับซ้อน โดยมีจุดเริ่มต้นที่สำคัญจากการที่สหราชอาณาจักรเคยเป็นผู้ดูแลดินแดนปาเลสไตน์ภายใต้อาณัติของสันนิบาตชาติ

ความสัมพันธ์ทางการทูตและการค้าในปัจจุบัน
ปัจจุบันสหราชอาณาจักรมีสถานเอกอัครราชทูตตั้งอยู่ที่เมืองเทลอาวีฟ และมีกงสุลกิตติมศักดิ์ในเมืองไอลัต รวมถึงสถานกงสุลใหญ่ที่ไม่ได้รับการรับรองในกรุงเยรูซาเล็ม เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวแทนในเมืองเยรูซาเล็มและดินแดนปาเลสไตน์ ขณะที่อิสราเอลมีสถานเอกอัครราชทูตในกรุงลอนดอน และสถานกงสุลในเมืองคาร์ดิฟฟ์และกลาสโกว์
ในด้านเศรษฐกิจ มูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2023 มูลค่าการค้ามีมูลค่าเกิน 6.1 พันล้านปอนด์สเตอร์ลิง ทั้งสองประเทศมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในด้านการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ การป้องกันประเทศ และการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยสหราชอาณาจักรพยายามเข้าถึงภาคเทคโนโลยีขั้นสูงของอิสราเอลผ่านโครงการริเริ่มต่างๆ ตั้งแต่ปี 2011 ซึ่งความร่วมมือนี้ได้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจถึง 1.2 พันล้านปอนด์ และสร้างงานในสหราชอาณาจักรได้กว่า 16,000 ตำแหน่ง จากการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจกว่า 250 แห่ง นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศยังอยู่ในระหว่างการเจรจาเพื่อต่ออายุข้อตกลงการค้าเสรี
ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์
ยุคความสัมพันธ์ระหว่างอังกฤษและยิชูฟ (ค.ศ. 1914–1948)
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 สหราชอาณาจักรได้ยึดครองปาเลสไตน์จากจักรวรรดิออตโตมันผ่านการรณรงค์ในไซนายและปาเลสไตน์ ในช่วงเวลานี้เกิดความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างอังกฤษและ ยิชูฟ (Yishuv) ซึ่งเป็นชุมชนชาวยิวที่เริ่มก่อตัวขึ้นในปาเลสไตน์ โดยอังกฤษได้รับข้อมูลข่าวกรองจากเครือข่ายจารกรรมชาวยิว "นิลี" (Nili) ซึ่งช่วยให้กองทัพอังกฤษสามารถพิชิตปาเลสไตน์ได้สำเร็จ

ในปี 1917 สหราชอาณาจักรได้ออก ปฏิญญาบัลฟอร์ (Balfour Declaration) ซึ่งสนับสนุนการจัดตั้ง "บ้านแห่งชาติสำหรับชาวยิว" ในปาเลสไตน์ และหลังจากนั้นไม่นาน กองทัพอังกฤษภายใต้การนำของจอมพลอัลเลนบีได้ขับไล่กองทัพออตโตมันออกจากเยรูซาเล็ม
ในปี 1920 สหราชอาณาจักรได้รับมอบอำนาจการปกครองปาเลสไตน์ภายใต้อาณัติของสันนิบาตชาติ (Mandate for Palestine) ซึ่งได้รับการยืนยันในข้อตกลงซานเรโมปี 1922 โดยมีข้าหลวงใหญ่เป็นผู้ดูแลการสร้างบ้านแห่งชาติของชาวยิว อย่างไรก็ตาม ในปี 1922 วินสตัน เชอร์ชิลล์ ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอาณานิคมในขณะนั้น ได้แยกดินแดนทรานส์จอร์แดนออกจากอาณัติ และจัดตั้งเป็นเอมิเรตภายใต้การปกครองของราชวงศ์ฮาเชไมต์
ความสัมพันธ์เริ่มตึงเครียดขึ้นเมื่ออังกฤษพยายามรักษาสมดุลระหว่างความต้องการของชาวยิวและชาวอาหรับ ในปี 1939 อังกฤษได้ออก สมุดปกขาว (White Paper of 1939) ซึ่งจำกัดการอพยพของชาวยิวและการซื้อที่ดินอย่างเข้มงวด พร้อมทั้งเสนอให้จัดตั้งรัฐเดี่ยวในปาเลสไตน์ ส่งผลให้กลุ่มติดอาวุธชาวยิว เช่น อิรกัน (Irgun) เริ่มปฏิบัติการต่อต้านสหราชอาณาจักร

แม้จะมีความขัดแย้ง แต่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมมือกันชั่วคราวเพื่อต่อต้านฝ่ายอักษะ โดยมีการจัดตั้ง กองพลยิว (Jewish Brigade) ซึ่งประกอบด้วยอาสาสมัครจากยิชูฟที่ร่วมรบในแคมเปญอิตาลี อย่างไรก็ตาม เมื่อสงครามสิ้นสุดลง การต่อต้านของกลุ่มติดอาวุธชาวยิวทวีความรุนแรงขึ้น จนกระทั่งรัฐบาลอังกฤษตัดสินใจถอนตัวจากปาเลสไตน์ในปี 1947 และส่งมอบอำนาจคืนให้สันนิบาตชาติ ซึ่งนำไปสู่การรับรองการจัดตั้งรัฐอิสราเอลโดยมติของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในเวลาต่อมา
คำถามที่พบบ่อย
ปฏิญญาบัลฟอร์คืออะไร?
ปฏิญญาบัลฟอร์คือหนังสือที่ออกโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอังกฤษในปี 1917 ซึ่งแสดงความสนับสนุนของรัฐบาลสหราชอาณาจักรในการจัดตั้งบ้านแห่งชาติสำหรับชาวยิวในปาเลสไตน์
ทำไมสหราชอาณาจักรจึงถอนตัวจากปาเลสไตน์?
สหราชอาณาจักรตัดสินใจถอนตัวเนื่องจากความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นระหว่างชาวอาหรับและชาวยิว รวมถึงการลุกฮือต่อต้านอังกฤษโดยกลุ่มติดอาวุธชาวยิว ซึ่งทำให้การปกครองดินแดนดังกล่าวเป็นเรื่องยากและสิ้นเปลืองทรัพยากร
ความสัมพันธ์ทางการค้าในปัจจุบันเป็นอย่างไร?
ปัจจุบันทั้งสองประเทศมีความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยีขั้นสูง (High-tech) และการเจรจาเพื่อต่ออายุข้อตกลงการค้าเสรีเพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าให้มากขึ้น
