← กลับไปยังบทความทั้งหมด

เจมส์ เชส นักประวัติศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านการทูตอเมริกัน

สรุปใจความสำคัญ

  • เป็นผู้เขียนชีวประวัติ Dean Acheson ที่ได้รับการยอมรับว่าสมบูรณ์ที่สุด
  • ร่วมสร้างวลี "the indispensable nation" ซึ่งถูกนำไปใช้โดย Madeleine Albright ในนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ
  • เคยดำรงตำแหน่งบรรณาธิการของวารสาร Foreign Affairs และ World Policy Journal
  • เป็นศาสตราจารย์ด้านรัฐบาลที่ Bard College และผู้ก่อตั้งโครงการ BGIA

เจมส์ คลาร์ก เชส (James Clarke Chace; 16 ตุลาคม 1931 – 8 ตุลาคม 2004) เป็นนักประวัติศาสตร์ชาวอเมริกันผู้มีชื่อเสียงจากการเขียนงานด้านการทูตและศิลปะการบริหารรัฐกิจของสหรัฐอเมริกา ผลงานที่ได้รับการยกย่องอย่างสูงคือหนังสือ Acheson: The Secretary of State Who Created the American World (1998) ซึ่งถือเป็นชีวประวัติฉบับสมบูรณ์ของ ดีน แอคเคอสัน (Dean Acheson) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ โดยหนังสือเล่มนี้มีความสำคัญจนถึงขั้นที่ จอร์จ ดับเบิลยู. บุช เคยกล่าวถึงในระหว่างการดีเบตเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2000 ว่าเป็นหนึ่งในหนังสือที่เขากำลังอ่านอยู่ในขณะนั้น

งานเขียนของเชสโดดเด่นด้วยการใช้ภาษาที่สละสลวยและมีลักษณะทางวรรณกรรม ซึ่งส่งผลต่อแนวคิดในการกำหนดนโยบายของสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการร่วมสร้างวลี "the indispensable nation" (ประเทศที่ขาดไม่ได้) ร่วมกับ ซิดนีย์ บลูเมนธัล (Sidney Blumenthal) เพื่อใช้อธิบายบทบาทของสหรัฐฯ ในเวทีโลก ซึ่งต่อมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มาเดอลีน ออลไบรท์ (Madeleine Albright) ได้นำวลีนี้ไปใช้ในสุนทรพจน์ของเธออย่างแพร่หลาย

ภาพถ่ายของ เจมส์ เชส
เจมส์ เชส นักประวัติศาสตร์และบรรณาธิการผู้ทรงอิทธิพลด้านนโยบายต่างประเทศ

ประวัติช่วงต้นและการศึกษา

เชสเกิดและเติบโตในเมืองฟอลริเวอร์ รัฐแมสซาชูเซตส์ ในครอบครัวชนชั้นสูงของนิวอิงแลนด์ อย่างไรก็ตาม ครอบครัวของเขาต้องสูญเสียทรัพย์สินเกือบทั้งหมดในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) เนื่องจากการล่มสลายของเศรษฐกิจโรงงานทอผ้าในเมืองฟอลริเวอร์ ซึ่งประสบการณ์ชีวิตในช่วงนี้ถูกถ่ายทอดไว้ในหนังสือบันทึกความทรงจำชื่อ What We Had (1990)

เขาสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในสาขาคลาสสิก (Classics) ต่อมาในปี 1954 เขาเดินทางไปยังประเทศฝรั่งเศสเพื่อทำวิจัยระดับบัณฑิตศึกษาเกี่ยวกับจิตรกร เออแฌน เดอลาครัว (Eugène Delacroix) และนักเขียน ชาร์ล โบดแลร์ (Charles Baudelaire) แต่ในระหว่างนั้นเขากลับเริ่มสนใจในแวดวงปัญญาชนด้านวรรณกรรมและการเมือง โดยเฉพาะนักเขียนการเมืองชาวฝรั่งเศสอย่าง อัลแบร์ กามู (Albert Camus) และ ฌอง-โปล ซาร์ตร์ (Jean-Paul Sartre)

ในปี 1955 และ 1956 เชสทำงานเป็นล่ามให้กองทัพ ซึ่งรวมถึงการแปลหนังสือพิมพ์ภาษาฝรั่งเศสให้กับสำนักงานกลางข่าวกรองสหรัฐฯ (CIA) ในช่วงที่พำนักอยู่ในฝรั่งเศส เขาได้เขียนนวนิยายหนึ่งเรื่อง และได้เห็นเหตุการณ์สำคัญ เช่น การถอนตัวของฝรั่งเศสออกจากเวียดนาม และปัญหาการกบฏในแอลจีเรียซึ่งเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสในขณะนั้น

เส้นทางอาชีพและบทบาทบรรณาธิการ

หลังจากกลับมายังสหรัฐอเมริกา เชสได้หันมาสนใจนโยบายต่างประเทศอย่างจริงจัง โดยดำรงตำแหน่งบรรณาธิการบริหารของ East Europe ซึ่งเป็นวารสารวิเคราะห์กิจการของกลุ่มประเทศโซเวียต ระหว่างปี 1959 ถึง 1969 ในช่วงนี้เขาได้เขียนหนังสือ Conflict in the Middle East เกี่ยวกับสงคราม 6 วัน

นอกจากนี้ เขายังดำรงตำแหน่งบรรณาธิการบริหารของวารสารนโยบายต่างประเทศชื่อดังอย่าง Interplay (1967–1970) และ Foreign Affairs (1970–1983) ต่อมาในปี 1993 เขาได้เป็นบรรณาธิการของ World Policy Journal เป็นเวลา 7 ปี

ในด้านวิชาการ ปี 1990 เชสได้รับแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์ด้านรัฐบาลที่วิทยาลัยบาร์ด (Bard College) ในรัฐนิวยอร์ก และมีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งและดำรงตำแหน่งประธานโครงการกิจการระหว่างประเทศของวิทยาลัยบาร์ด (Bard Globalization and International Affairs Program - BGIA) ในนครนิวยอร์ก นอกจากนี้ งานเขียนของเขายังได้รับการตีพิมพ์ในหน้าบทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์หลายฉบับ และเขียนบทวิจารณ์หนังสือให้กับ New York Times Book Review ในช่วงทศวรรษ 1980 และ 1990

แนวคิดและปรัชญาทางการเมือง

งานของเชสมุ่งเน้นไปที่รัฐศาสตร์ของอเมริกา ความสัมพันธ์ระหว่างผลประโยชน์ของชาติกับค่านิยมของอเมริกา และการใช้อำนาจของสหรัฐฯ เขาเชื่อว่ารัฐบุรุษที่นำพาประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพต้องตระหนักว่าทรัพยากรของชาตินั้นมีจำกัด ซึ่งรวมถึงทั้งทรัพยากรมนุษย์ (เลือดเนื้อ) และเจตจำนงทางการเมือง ดังนั้น ในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ จะต้องไม่ใช้ทรัพยากรเหล่านี้จนเกินขีดจำกัด

มาร์ก แดนเนอร์ (Mark Danner) เพื่อนสนิทและนักเขียนร่วมสมัย ระบุว่าเชสมองว่าสงครามเวียดนามเป็นตัวอย่างคลาสสิกของความล้มเหลวในการสร้างสมดุลระหว่างผลประโยชน์และทรัพยากรอย่างรอบคอบ และเขามองว่าสงครามอิรักก็เป็นตัวอย่างในลักษณะเดียวกัน

บั้นปลายชีวิต

เจมส์ เชส เสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวายในกรุงปารีส ขณะกำลังทำวิจัยเพื่อเขียนชีวประวัติของ มาร์ควิส เดอ ลาฟาแยต (Marquis de Lafayette) ซึ่งจะเป็นหนังสือเล่มที่สิบของเขา ในขณะที่เสียชีวิตเขาพำนักอยู่ที่นครนิวยอร์ก โดยมีทายาทคืออดีตภรรยา ฌอง วาเลนไทน์ (Jean Valentine) และ ซูซาน เดนเวียร์ เชส (Susan Denvir Chace) รวมถึงบุตรสาว 3 คน คือ ซาร่า, รีเบคก้า และ โซอี

ผลงานตีพิมพ์ที่สำคัญ

  • The Rules of the Game (1960) – นวนิยาย
  • Conflict in the Middle East (1969) – วิเคราะห์สาเหตุและผลกระทบของสงคราม 6 วัน
  • A World Elsewhere: the new American foreign policy (1973)
  • Solvency, the Price of Survival (1981) – ความเรียงเกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ
  • Endless War: How We Got Involved in Central America (1984)
  • America Invulnerable: The Quest for Absolute Security from 1812 to Star Wars (1988) – เขียนร่วมกับ Caleb Carr
  • What We Had: A Memoir (1990) – บันทึกความทรงจำ
  • The Consequences of the Peace: The New Internationalism and American Foreign Policy (1993)
  • Acheson: The Secretary of State Who Created the American World (1998) – ชีวประวัติของ Dean Acheson
  • 1912: Wilson, Roosevelt, Taft and Debs-The Election that Changed the Country (2004)

คำถามที่พบบ่อย

เจมส์ เชส คือใคร?

เจมส์ เชส เป็นนักประวัติศาสตร์และนักเขียนชาวอเมริกัน ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายต่างประเทศและการทูตของสหรัฐอเมริกา มีชื่อเสียงจากการเขียนชีวประวัติของ Dean Acheson และการวิเคราะห์การใช้อำนาจของสหรัฐฯ ในเวทีโลก

ผลงานที่โดดเด่นที่สุดของ เจมส์ เชส คืออะไร?

ผลงานที่โดดเด่นที่สุดคือหนังสือ Acheson: The Secretary of State Who Created the American World ซึ่งเป็นชีวประวัติของอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ดีน แอคเคอสัน

วลี "the indispensable nation" มีที่มาอย่างไร?

เจมส์ เชส และ ซิดนีย์ บลูเมนธัล ร่วมกันสร้างวลีนี้ขึ้นเพื่ออธิบายบทบาทของสหรัฐรัฐอเมริกาในฐานะประเทศที่โลกขาดไม่ได้ ซึ่งต่อมาถูกนำไปใช้ในสุนทรพจน์ของ Madeleine Albright

แนวคิดหลักในการวิเคราะห์นโยบายต่างประเทศของเชสคืออะไร?

เขาเชื่อว่าการนำประเทศที่มีประสิทธิภาพต้องมีการสร้างสมดุลระหว่างผลประโยชน์ของชาติกับทรัพยากรที่มีจำกัด (เช่น กำลังพลและเจตจำนงทางการเมือง) โดยไม่ใช้ทรัพยากรเหล่านั้นจนเกินขีดจำกัด ซึ่งเขาใช้แนวคิดนี้วิเคราะห์ความล้มเหลวของสงครามเวียดนามและสงครามอิรัก