← กลับไปยังบทความทั้งหมด

เจอโรม เพียร์ซ เว็บสเตอร์ บิดาแห่งการศึกษาศัลยกรรมตกแต่งในสหรัฐอเมริกา

สรุปใจความสำคัญ

  • เป็นผู้บุกเบิกและวางรากฐานการศึกษาศัลยกรรมตกแต่งในสหรัฐอเมริกา โดยสร้างหลักสูตรการฝึกอบรมศัลยแพทย์ตกแต่งที่โรงพยาบาล New York-Presbyterian
  • มุ่งเน้นศัลยกรรมตกแต่งเพื่อการซ่อมแซม (Reconstructive Surgery) มากกว่าศัลยกรรมเพื่อความงาม
  • เป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้ง 11 คนของ American Board of Plastic Surgery
  • รวบรวมห้องสมุดศัลยกรรมตกแต่งขนาดใหญ่ที่มอบให้แก่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียหลังเสียชีวิต

เจอโรม เพียร์ซ เว็บสเตอร์ (Jerome Pierce Webster; 2 สิงหาคม ค.ศ. 1888 – 14 พฤศจิกายน ค.ศ. 1974) เป็นศัลยแพทย์ตกแต่งชาวอเมริกัน ศาสตราจารย์ด้านศัลยกรรมคลินิก และนักประวัติศาสตร์การแพทย์ ผู้มีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานการศึกษาศัลยกรรมตกแต่งในสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้เขายังเป็นนักสะสมหนังสือและเอกสารต้นฉบับทางศัลยกรรมที่ทรงคุณค่า

การศึกษาและการรับราชการในสงครามโลกครั้งที่ 1

เว็บสเตอร์จบการศึกษาจากโรงเรียน Holderness Boys School ในปี ค.ศ. 1906 จากนั้นเข้าศึกษาต่อที่ Trinity College ในเมืองฮาร์ตฟอร์ด และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีในปี ค.ศ. 1910 ก่อนจะเข้าศึกษาต่อด้านแพทยศาสตร์ที่ Johns Hopkins Medical School และสำเร็จการศึกษาเป็นแพทย์ (M.D.) ในปี ค.ศ. 1914 โดยในช่วงที่ศึกษาอยู่ที่นี่ เขาได้รับอิทธิพลอย่างมากจาก วิลเลียม สจวร์ต ฮัลสเตด (William Stewart Halsted)

ในปี ค.ศ. 1916 เว็บสเตอร์ได้เดินทางไปยังกรุงเบอร์ลินในฐานะผู้ช่วยพิเศษของ เจมส์ ดับเบิลยู. เจอราด (James W. Gerard) เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศเยอรมนี เพื่อตรวจสอบสภาพความเป็นอยู่ของเชลยศึกในค่ายกักกันของเยอรมนี ซึ่งการทำงานในครั้งนี้ทำให้เขาได้รับเกียรติจากรัฐบาลอังกฤษ ต่อมาเมื่อสหรัฐอเมริกาเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1917 เขาได้เข้าร่วมกองทัพแพทย์สหรัฐฯ (United States Army Medical Corps) โดยประจำการในกรมวิศวกรที่ 30 (30th Engineer Regiment) และได้รับเหรียญ Croix de Guerre พร้อมดาวทองจากประเทศฝรั่งเศสจากการปฏิบัติหน้าที่ในสมรภูมิต่างๆ

เส้นทางอาชีพและการบุกเบิกศัลยกรรมตกแต่ง

หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1 เว็บสเตอร์กลับมาสำเร็จการฝึกอบรมศัลยกรรมที่โรงพยาบาล Johns Hopkins ในปี ค.ศ. 1921 จากนั้นเขาได้เดินทางไปประเทศจีนตามคำเชิญของศัลยแพทย์ เอเดรียน สตีเวนสัน เทย์เลอร์ (Adrian Stevenson Taylor) เพื่อดำรงตำแหน่งศัลยแพทย์ประจำ (Surgical Resident) คนแรกของวิทยาลัยแพทยศาสตร์สหภาพปักกิ่ง (Peking Union Medical College) โดยเขาได้ปฏิบัติงานและสอนหนังสือที่นั่นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1921 ถึง 1926 และได้รับตำแหน่งรองศาสตราจารย์ด้านศัลยกรรมในปี ค.ศ. 1925

ในช่วงปี ค.ศ. 1926 ถึง 1927 เว็บสเตอร์ได้ศึกษาเทคนิค 'tubed pedicle' flap ซึ่งเป็นเทคนิคการย้ายเนื้อเยื่อเพื่อสร้างลิ้นเนื้อสำหรับซ่อมแซมใบหน้า กับ ฮาโรลด์ เดลฟ์ กิลลีส์ (Harold Delf Gillies) ในกรุงลอนดอน ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาทักษะศัลยกรรมตกแต่งของเขา

เมื่อกลับมายังสหรัฐอเมริกา เขาได้ทำงานภายใต้การดูแลของ วิลเรย์ พาพิน แบลร์ (Vilray Papin Blair) ในเมืองเซนต์หลุยส์ ก่อนจะย้ายไปปฏิบัติงานที่โรงพยาบาล New York-Presbyterian ในปี ค.ศ. 1928 ตามคำเชิญของศัลยแพทย์ อัลเลน วิปเปิล (Allen Whipple) โดยเว็บสเตอร์ได้ดูแลแผนกศัลยกรรมตกแต่งของ Vanderbilt Clinic ภายใต้การบริหารของวิทยาลัยแพทยศาสตร์และศัลยศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย (Columbia University College of Physicians and Surgeons) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1928 ถึง 1954

เว็บสเตอร์ได้พัฒนาแผนกศัลยกรรมตกแต่งของมหาวิทยาลัยโคลัมเบียจนกลายเป็นหนึ่งในศูนย์การแพทย์ชั้นนำของโลก โดยดูแลผู้ป่วยมากกว่า 60,000 ราย และสร้างหลักสูตรการฝึกอบรมศัลยแพทย์ตกแต่ง (Plastic Surgery Residency) ซึ่งผลิตศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมากกว่า 40 คน โดยเขามุ่งเน้นที่ ศัลยกรรมตกแต่งเพื่อการซ่อมแซม (Reconstructive Plastic Surgery) มากกว่าศัลยกรรมเพื่อความงาม

บทบาทในระดับองค์กรและสงครามโลกครั้งที่ 2

ในปี ค.ศ. 1937 เว็บสเตอร์เป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้ง 11 คนของคณะกรรมการศัลยกรรมตกแต่งแห่งสหรัฐอเมริกา (American Board of Plastic Surgery) และดำรงตำแหน่งประธานสมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งแห่งอเมริกา (American Association of Plastic Surgeons) ระหว่างปี ค.ศ. 1941 ถึง 1942

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาได้จัดหลักสูตรอบรมศัลยกรรมตกแต่งให้กับเจ้าหน้าที่แพทย์และทันตแพทย์ของกองทัพบกสหรัฐฯ โดยมีผู้ช่วยสอนถึง 75 คน และร่วมกับ โรเบิร์ต เอช. ไอวี่ (Robert H. Ivy) ในการตรวจสอบศูนย์ศัลยกรรมตกแต่ง 9 แห่งของกองทัพบกสหรัฐฯ ระหว่างปี ค.ศ. 1944 ถึง 1946

นักประวัติศาสตร์การแพทย์และห้องสมุดศัลยกรรมตกแต่ง

นอกเหนือจากงานด้านการแพทย์ เว็บสเตอร์ยังเป็นนักสะสมหนังสือและเอกสารหายากเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การแพทย์ โดยเฉพาะในด้านศัลยกรรมตกแต่ง เขาสนใจศึกษาประวัติของ กัสปาเร ตัลยาโกซซี (Gaspare Tagliacozzi) ศัลยแพทย์ชาวอิตาลีในยุคเรเนซองส์ ซึ่งเขาถือว่าเป็น "บิดาแห่งศัลยกรรมตกแต่ง"

เว็บสเตอร์ได้รวบรวมหนังสือกว่า 5,000 เล่ม เอกสารตีพิมพ์ซ้ำ 40,000 ฉบับ รวมถึงรายงานกรณีศึกษาและภาพถ่ายจำนวนมาก ซึ่งหลังจากการเสียชีวิตของเขา คอลเลกชันทั้งหมดนี้ได้ถูกมอบให้กับมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย และกลายเป็น "ห้องสมุดศัลยกรรมตกแต่งเจอโรม พี. เว็บสเตอร์" (Jerome P. Library of Plastic Surgery)

รางวัลและเกียรติยศ

  • ได้รับเหรียญ Croix de Guerre พร้อมดาวทองจากฝรั่งเศสในสงครามโลกครั้งที่ 1
  • ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์จากรัฐบาลกรีซ 2 ครั้ง และสาธารณรัฐจีน 3 ครั้ง ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
  • ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ด้านแพทยศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโบโลญญา (University of Bologna) ในปี ค.ศ. 1952
  • ได้รับเหรียญ William H. Welch Medal ในปี ค.ศ. 1954 ร่วมกับ มาร์ธา ทีช กนูดี (Martha Teach Gnudi) จากการเขียนชีวประวัติของ กัสปาเร ตัลยาโกซซี
  • ได้รับรางวัลเกียรติยศจากสมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งแห่งอเมริกา (American Society of Plastic Surgeons) ในปี ค.ศ. 1972 และได้รับ Academy Plaque จาก New York Academy of Medicine ในปี ค.ศ. 1973

คำถามที่พบบ่อย

เจอโรม เพียร์ซ เว็บสเตอร์ มีความสำคัญอย่างไรต่อวงการศัลยกรรมตกแต่ง?

เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ก่อตั้งการศึกษาศัลยกรรมตกแต่งในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากเขาได้สร้างหลักสูตรการฝึกอบรมศัลยแพทย์ตกแต่งที่โรงพยาบาล New York-Presbyterian และผลิตศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมาก

เว็บสเตอร์เน้นการทำศัลยกรรมประเภทใด?

เขาเน้นศัลยกรรมตกแต่งเพื่อการซ่อมแซม (Reconstructive Plastic Surgery) เพื่อแก้ไขความผิดปกติหรือความเสียหายของร่างกาย มากกว่าการทำศัลยกรรมเพื่อความงาม (Cosmetic Surgery)

ห้องสมุดศัลยกรรมตกแต่งเจอโรม พี. เว็บสเตอร์ คืออะไร?

เป็นคอลเลกชันหนังสือและเอกสารหายากทางศัลยกรรมตกแต่งกว่า 5,000 เล่ม และเอกสารตีพิมพ์ซ้ำ 40,000 ฉบับ ที่เว็บสเตอร์สะสมไว้และมอบให้มหาวิทยาลัยโคลัมเบียหลังเสียชีวิต

เว็บสเตอร์มีความเกี่ยวข้องกับ กัสปาเร ตัลยาโกซซี อย่างไร?

เว็บสเตอร์เป็นนักประวัติศาสตร์การแพทย์ที่ศึกษาและเขียนชีวประวัติของ กัสปาเร ตัลยาโกซซี ศัลยแพทย์ยุคเรเนซองส์ชาวอิตาลี ซึ่งเขาถือว่าเป็นบิดาแห่งศัลยกรรมตกแต่ง