เมืองการ์กาลา ศูนย์กลางพุทธศาสนาเชนแห่งรัฐกรณาฏกะ
สรุปใจความสำคัญ
- เป็นศูนย์กลางสำคัญของศาสนาเชนในรัฐกรณาฏกะ ประเทศอินเดีย
- มีรูปปั้นพระบาหุบาลี (Gommateshwara) สูง 42 ฟุต แกะสลักจากหินก้อนเดียว สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1432
- ชื่อเมือง 'การ์กาลา' มีที่มาจากคำว่า 'หินสีดำ' ตามลักษณะของหินแกรนิตในพื้นที่
- มีวัดจตุรมุข (Chaturmukha Basadi) ที่โดดเด่นด้วยทางเข้า 4 ทิศและเสาหิน 108 ต้น
การ์กาลา (Karkala) เป็นเมืองและศูนย์กลางการบริหารของตำบลการ์กาลา ในเขตอุดุปิ (Udupi) รัฐกรณาฏกะ ประเทศอินเดีย เมืองนี้มีชื่อเสียงในระดับสากลในฐานะศูนย์กลางสำคัญของศาสนาเชน โดยเป็นที่ตั้งของ บาสาดี (Basadis) หรือวัดเชนโบราณหลายแห่ง และจุดเด่นที่สุดคือรูปปั้นหินแกะสลักชิ้นเดียว (Monolithic) ของพระบาหุบาลี (Bahubali หรือ Gommateshwara) ที่มีความสูงถึง 42 ฟุต ซึ่งสร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 15
ด้วยทำเลที่ตั้งบริเวณเชิงเขาเวสเทิร์นกาตส์ (Western Ghats) การ์กาลาจึงเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญสำหรับการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และศาสนา รวมถึงเป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางไปยังเมืองสำคัญอื่นๆ เช่น ศริงเกรี (Sringeri), อุดุปิ (Udupi) และธรรมสถลา (Dharmasthala)
ที่มาของชื่อ
ชื่อของเมืองการ์กาลาสันนิษฐานว่ามาจากคำว่า kari-kal ในภาษาทูลูและภาษาคันนาดา ซึ่งแปลว่า "หินสีดำ" เนื่องจากในพื้นที่นี้มีหินแกรนิตสีดำจำนวนมากซึ่งถูกนำมาใช้ในการก่อสร้างสถาปัตยกรรมท้องถิ่นอย่างแพร่หลาย โดยมีสถานที่ที่เรียกว่า "Kariya Kall" (หินดำ) อยู่ในเมือง ซึ่งสะท้อนถึงที่มาของชื่อนี้ อย่างไรก็ตาม มีบางทฤษฎีระบุว่าชื่อเดิมอาจมาจากคำว่า "Kari Kola" ที่แปลว่า "ทะเลสาบช้าง" ซึ่งปัจจุบันคือบริเวณที่เรียกว่า Anekere
ประวัติศาสตร์และการปกครอง
ประวัติศาสตร์ของการ์กาลาย้อนกลับไปได้ถึงต้นศตวรรษที่ 10 โดยในช่วงที่ศาสนาเชนรุ่งเรือง เมืองนี้ถูกเรียกว่า ปัณฑยะ นครี (Pandya Nagari)

ลำดับการปกครองในพื้นที่นี้เริ่มจากราชวงศ์อลุปา (Alupas) ซึ่งเป็นผู้นับถือศาสนาเชน ตามด้วยราชวงศ์สันตารา (Santaras) ต่อมาในช่วงศตวรรษที่ 13 ถึง 16 อาณาจักรคาลาซา-การ์กาลา (Kalasa-Karkala) ที่สถาปนาโดยพระเจ้าไภรวะ (King Bhairava) ได้ทำให้เมืองนี้มีความสำคัญทั้งในด้านการเมืองและวัฒนธรรม
ในยุคอาณาจักรวิชัยนคร (Vijayanagara) ตระกูลผู้ปกครองการ์กาลาได้แผ่ขยายอำนาจครอบคลุมพื้นที่กว้างขวาง รวมถึงศริงเกรี และมุดิเกเร ในเขตชิกะมังกาลูร์
การสร้างศาสนสถานและรูปปั้นสำคัญ
พระเจ้าวีระไภรวะ (King Veera Bhairava) ทรงสร้างบาสาดีหลายแห่งและพระราชทานที่ดินและทุนทรัพย์เพื่อบำรุงศาสนสถานต่างๆ นอกจากนี้ยังมีการสร้างทะเลสาบรามสมุทร (Ramasamudra) เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่พระราชโอรสที่สิ้นพระชนม์ก่อนวัยอันควร
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อพระเจ้าวีระปัณฑยะ (King Veera Pandya) ทรงสร้างรูปปั้นพระบาหุบาลีขนาดใหญ่บนเนินเขาหินของการ์กาลา ตามคำแนะนำของคุรุ ลลิตกีรติ (Guru Lalitakeerti) โดยมีการบันทึกวันที่ติดตั้งรูปปั้นคือวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1432 และต่อมาในปี ค.ศ. 1436 ได้มีการติดตั้งเสาพรหมเทวะ (Brahmadeva Pillar) ไว้ด้านหน้า

ในยุคต่อมา พระเจ้าปัณฑยะที่ 6 (Pandya VI) ทรงสร้างวัดเคเร (Kere Basadis) กลางทะเลสาบอาเนเคเร (Anekere) ในปี ค.ศ. 1545 และพระเจ้าอิมมาดีไภรวะ (Immadi Bhairava) ทรงสร้างวัดจตุรมุข (Chaturmukha Basadi) ในปี ค.ศ. 1586 ซึ่งเป็นวัดที่มีทางเข้าสี่ทิศมุ่งสู่ห้องประดิษฐานรูปเคารพ (Garbagriha) ภายในมีเสาหินแกะสลักถึง 108 ต้น
ความหลากหลายทางศาสนาและวัฒนธรรม
แม้การ์กาลาจะเป็นศูนย์กลางของศาสนาเชนที่มีวัดโบราณถึง 18 แห่ง เช่น วัดมหาวีระ (Mahaveera Basadi) และวัดปัทมวดี (Padmavati Basadi) แต่ผู้ปกครองในอดีตมีความใจกว้างทางศาสนา ทำให้มีการสร้างวัดฮินดู เช่น วัดอนันตศยนะ (Anantashayana) และวัดเวงกะฏระมะณะ (Venkataramana) รวมถึงมัสยิดและโบสถ์คริสต์ เช่น โบสถ์เซนต์ลอว์เรนซ์ (St Lawrence Church) ที่สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1845 ในหมู่บ้านนิตเต (Nitte)
คำถามที่พบบ่อย
รูปปั้นพระบาหุบาลีที่เมืองการ์กาลามีความสำคัญอย่างไร?
เป็นรูปปั้นหินแกะสลักชิ้นเดียวที่มีความสูง 42 ฟุต สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1432 โดยพระเจ้าวีระปัณฑยะ ถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญของศาสนาเชนและจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดของเมือง
ชื่อเมืองการ์กาลาแปลว่าอะไร?
ชื่อเมืองมาจากคำว่า 'kari-kal' ในภาษาทูลูและคันนาดา ซึ่งแปลว่า 'หินสีดำ' เนื่องจากพื้นที่นี้มีหินแกรนิตสีดำจำนวนมาก
วัดจตุรมุข (Chaturmukha Basadi) มีลักษณะเด่นอย่างไร?
เป็นวัดที่มีทางเข้าสี่ทิศมุ่งสู่ห้องประดิษฐานรูปเคารพ และมีเสาหินแกะสลักภายในและภายนอกรวม 108 ต้น สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1586
การ์กาลามีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างไร?
เคยเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรคาลาซา-การ์กาลา และเป็นเมืองสำคัญของผู้นับถือศาสนาเชนมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 10 โดยเคยถูกเรียกว่า ปัณฑยะ นครี
