← กลับไปยังบทความทั้งหมด

การนำก๊าซจากหลุมฝังกลบมาใช้ประโยชน์

สรุปใจความสำคัญ

  • ก๊าซมีเทนจากหลุมฝังกลบเป็นแหล่งกำเนิดก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากมนุษย์ที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3
  • ก๊าซมีเทนมีความสามารถในการกักเก็บความร้อนได้มากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 27 เท่า
  • หลุมฝังกลบที่ปิดแล้วมีประสิทธิภาพในการดักจับก๊าซสูงกว่าหลุมที่ยังเปิดใช้งานอยู่ (84% เทียบกับ 67%)
  • องค์ประกอบหลักของก๊าซหลุมฝังกลบคือมีเทน (45-60%) และคาร์บอนไดออกไซด์ (30-40%)

การนำก๊าซจากหลุมฝังกลบมาใช้ประโยชน์ (Landfill Gas Utilization) คือกระบวนการรวบรวม แปรรูป และบำบัดก๊าซที่เกิดจากการย่อยสลายของขยะมูลฝอย โดยเฉพาะก๊าซมีเทน เพื่อนำไปใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า ความร้อน เชื้อเพลิง หรือสารประกอบทางเคมีต่าง ๆ ก๊าซจากหลุมฝังกลบถือเป็นแหล่งกำเนิดก๊าซมีเทนที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสาม รองจากเชื้อเพลิงฟอสซิลและการเกษตร

ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและประโยชน์ของการนำมาใช้

ก๊าซมีเทน (CH4) มีคุณสมบัติเป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีประสิทธิภาพในการกักเก็บความร้อนสูงกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ถึง 27 เท่า การดักจับก๊าซเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ แต่ยังสามารถนำมาใช้ทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งเป็นการลดแหล่งกำเนิดก๊าซเรือนกระจกได้ถึงสองทางพร้อมกัน

การรวบรวมก๊าซจากพื้นที่หลุมฝังกลบที่ถูกปิดทับ
ระบบรวบรวมก๊าซจากพื้นที่หลุมฝังกลบที่ได้รับการปิดทับเพื่อป้องกันก๊าซรั่วไหล

กระบวนการเกิดก๊าซจากหลุมฝังกลบ

ก๊าซจากหลุมฝังกลบ (Landfill Gas - LFG) เกิดจากการย่อยสลายของขยะมูลฝอยชุมชน (Municipal Solid Waste - MSW) และขยะอินทรีย์อื่น ๆ โดยจุลินทรีย์ ซึ่งแบ่งออกเป็นสองสภาวะหลัก:

  • สภาวะที่มีออกซิเจน (Aerobic conditions): จุลินทรีย์จะย่อยสลายขยะและปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นหลัก
  • สภาวะที่ไม่มีออกซิเจน (Anaerobic conditions): ซึ่งเป็นสภาวะปกติในหลุมฝังกลบ จะทำให้เกิดก๊าซมีเทนและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในสัดส่วนประมาณ 60:40

ก๊าซมีเทนเป็นส่วนประกอบสำคัญเนื่องจากมีค่าความร้อนสูง (37.7 MJ/Sm3) ทำให้เหมาะสมต่อการนำไปผลิตพลังงาน ปริมาณการผลิตก๊าซจะขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของขยะ โดยเฉพาะขยะอาหาร กระดาษผสม และกระดาษลูกฟูก ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดหลักของมีเทนในหลุมฝังกลบของสหรัฐอเมริกา

แผนภูมิแสดงสัดส่วนองค์ประกอบของก๊าซในหลุมฝังกลบตามอายุของหลุม
การเปลี่ยนแปลงสัดส่วนของก๊าซมีเทนและคาร์บอนไดออกไซด์ตามระยะเวลาการย่อยสลายของขยะ

ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการผลิตก๊าซ

อัตราการผลิตก๊าซจะแปรผันตามอายุของหลุมฝังกลบ โดยทั่วไปจะขึ้นสู่จุดสูงสุดที่ประมาณ 5 ปีหลังจากการฝังกลบ และจะค่อย ๆ ลดลงตามกฎการสลายตัวแบบ First-order kinetic decay ซึ่งค่า k-value จะแตกต่างกันตามสภาพภูมิอากาศ (0.02 yr-1 สำหรับพื้นที่แห้งแล้ง และ 0.065 yr-1 สำหรับพื้นที่ชุ่มชื้น)

ระบบการรวบรวมก๊าซ (LFG Collection Systems)

การรวบรวมก๊าซทำได้โดยการติดตั้งบ่อดักก๊าซ (Wells) ทั้งในแนวตั้งและแนวนอนภายในกองขยะ:

  • บ่อแนวตั้ง (Vertical Wells): โดยทั่วไปจะติดตั้ง 1 บ่อต่อพื้นที่ 1 เอเคอร์
  • บ่อแนวนอน (Horizontal Wells): มักติดตั้งห่างกันประมาณ 50 ถึง 200 ฟุต

ประสิทธิภาพในการรวบรวมก๊าซในหลุมฝังกลบที่ปิดแล้วจะสูงกว่าหลุมฝังกลบที่ยังเปิดใช้งานอยู่ โดยเฉลี่ยสามารถดักจับก๊าซได้ประมาณ 84% เทียบกับ 67% ในหลุมที่ยังเปิดอยู่ เนื่องจากสามารถติดตั้งโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างเต็มที่โดยไม่มีการรบกวนจากการเติมขยะใหม่

บ่อสกัดก๊าซจากหลุมฝังกลบ
ตัวอย่างบ่อสกัดก๊าซแนวตั้งที่ติดตั้งในหลุมฝังกลบ
เครื่องเป่าก๊าซหลุมฝังกลบ
เครื่องเป่า (Blower) ที่ใช้สร้างแรงดูดเพื่อดึงก๊าซจากบ่อสกัดไปยังระบบบำบัด
ระบบรวบรวมก๊าซหลุมฝังกลบ
ภาพรวมของระบบท่อรวบรวมก๊าซจากจุดต่าง ๆ ในหลุมฝังกลบ

องค์ประกอบของก๊าซที่รวบรวมได้

ก๊าซที่รวบรวมได้มักประกอบด้วยมีเทน 45-60% และคาร์บอนไดออกไซด์ 30-40% นอกจากนี้อาจมีก๊าซอื่น ๆ ปนเปื้อนประมาณ 1% เช่น ไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H2S), ไนโตรเจน (N2) จากการรั่วซึมของอากาศ, และสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (NMVOCs) ซึ่งก๊าซเหล่านี้บางชนิดเป็นอันตรายต่อสุขภาพหากได้รับในปริมาณสูง จึงจำเป็นต้องผ่านกระบวนการบำบัดก่อนนำไปใช้งาน

คำถามที่พบบ่อย

ก๊าซหลุมฝังกลบสามารถนำไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง?

สามารถนำไปผลิตกระแสไฟฟ้า ความร้อน ใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับยานพาหนะ หรือแปรรูปเป็นสารประกอบทางเคมีและก๊าซธรรมชาติเกรดท่อส่ง (Pipeline-grade gas) เพื่อใช้ในครัวเรือนและอาคาร

ทำไมการดักจับก๊าซมีเทนจึงสำคัญต่อสิ่งแวดล้อม?

เพราะมีเทนเป็นก๊าซเรือนกระจกที่รุนแรงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์มาก การดักจับและนำมาใช้ประโยชน์จึงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศและลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล

ปัจจัยใดบ้างที่ส่งผลต่อปริมาณก๊าซที่ผลิตได้ในหลุมฝังกลบ?

ปริมาณก๊าซขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของขยะ (เช่น ปริมาณขยะอาหารและกระดาษ), อายุของหลุมฝังกลบ, และสภาพภูมิอากาศ (ความชื้นในพื้นที่ส่งผลต่ออัตราการย่อยสลายของจุลินทรีย์)