ยุคน้ำแข็งระหว่างช่วงสุดท้าย
สรุปใจความสำคัญ
- เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 130,000 ถึง 115,000 ปีก่อน ตรงกับ Marine Isotope Stage 5e
- อุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่ายุคโฮโลซีน (ปัจจุบัน) ประมาณ 2 องศาเซลเซียสในบางช่วง
- ระดับน้ำทะเลสูงกว่าปัจจุบัน 6 ถึง 9 เมตร เนื่องจากน้ำแข็งขั้วโลกละลาย
- เป็นช่วงเวลาสำคัญที่พบหลักฐานการกระจายตัวของมนุษย์สมัยใหม่ในเอเชียตะวันตกและแอฟริกาตอนใต้
ยุคน้ำแข็งระหว่างช่วงสุดท้าย (Last Interglacial) คือช่วงเวลาที่โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นซึ่งเกิดขึ้นระหว่างยุคน้ำแข็งสองครั้ง โดยเริ่มต้นขึ้นเมื่อประมาณ 130,000 ปีก่อน หลังจากสิ้นสุดยุคน้ำแข็งรองสุดท้าย (Penultimate Glacial Period) และสิ้นสุดลงเมื่อประมาณ 115,000 ปีก่อน เมื่อเข้าสู่ยุคน้ำแข็งครั้งสุดท้าย (Last Glacial Period)
ในทางธรณีวิทยา ช่วงเวลานี้ตรงกับ Marine Isotope Stage 5e และถือเป็นช่วงเวลาที่อบอุ่นที่สุดช่วงหนึ่งในรอบ 800,000 ปีที่ผ่านมา โดยมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่ายุคโฮโลซีน (Holocene) ซึ่งเป็นยุคปัจจุบันของเรา โดยบางช่วงเวลาอาจสูงกว่าถึง 2 องศาเซลเซียส ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงสุดสูงกว่าปัจจุบันประมาณ 6 ถึง 9 เมตร และมีปริมาณน้ำแข็งทั่วโลกน้อยกว่าในยุคโฮโลซีน

ชื่อเรียกในภูมิภาคต่างๆ
ยุคน้ำแข็งระหว่างช่วงสุดท้ายมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ ดังนี้:
- ยุโรปเหนือ: เรียกว่ายุคอีเมียน (Eemian) ซึ่งมักถูกนำมาใช้เรียกแทนช่วงเวลานี้ในระดับโลก
- สหราชอาณาจักร: เรียกว่ายุคอิปสวิเชียน (Ipswichian)
- รัสเซีย: เรียกว่ายุคมิกูลีโน (Mikulino)
- ยูเครน: เรียกว่ายุคไกดาคี (Kaydaky)
- ชิลี: เรียกว่ายุควัลดิเวีย (Valdivia)
- เทือกเขาแอลป์: เรียกว่าช่วงรึสส์-วูร์ม (Riss-Würm)
- อเมริกาเหนือ: มีความเกี่ยวข้องกับยุคแซงโกเนียน (Sangamonian) ทั้งหมดหรือบางส่วน ขึ้นอยู่กับการนิยามในแต่ละงานวิจัย

การค้นพบและการนิยาม
ช่วงเวลานี้ถูกระบุครั้งแรกโดย Pieter Harting ในปี ค.ศ. 1875 จากการขุดเจาะหลุมสำรวจในบริเวณเมืองอาเมอร์สฟอร์ต (Amersfoort) ประเทศเนเธอร์แลนด์ เขาตั้งชื่อชั้นหินนี้ว่า "Système Eémien" ตามชื่อแม่น้ำ Eem ที่ไหลผ่านเมืองดังกล่าว
Harting สังเกตเห็นว่ากลุ่มหอยและสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังในทะเลที่พบในชั้นหินนี้มีความแตกต่างจากสัตว์ในทะเลเหนือปัจจุบันอย่างมาก โดยหลายชนิดมีการกระจายตัวอยู่ทางตอนใต้ เช่น ในโปรตุเกสหรือทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งบ่งชี้ว่าในอดีตบริเวณนี้เคยมีสภาพอากาศที่อบอุ่นกว่าปัจจุบัน

สภาพภูมิอากาศและผลกระทบ
อุณหภูมิโลก
เชื่อกันว่าสภาพภูมิอากาศในช่วง Last Interglacial อบอุ่นกว่ายุคโฮโลซีน โดยอุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นสูงสุดในช่วงต้นของยุค (ประมาณ 128,000 ถึง 123,000 ปีก่อน) ก่อนจะค่อยๆ ลดลงในครึ่งหลังของยุค
ปัจจัยที่ทำให้เกิดความแตกต่างของอุณหภูมิคือ วัฏจักรมิลานโควิช (Milankovitch cycles) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงพารามิเตอร์วงโคจรของโลก เช่น ความเอียงของแกนโลกและความรีของวงโคจร ส่งผลให้เกิดความผันผวนของอุณหภูมิในฤดูกาล โดยเฉพาะในซีกโลกเหนือ
ผลกระทบต่อระบบนิเวศและพืชพรรณ
ในช่วงที่อบอุ่นที่สุด (ประมาณ 125,000 ปีก่อน) ป่าไม้สามารถเติบโตได้ไกลขึ้นไปทางเหนือจนถึงแหลมเหนือ (North Cape) ของประเทศนอร์เวย์ ซึ่งปัจจุบันเป็นทุ่งทุนดรา นอกจากนี้ ต้นไม้ผลัดใบ เช่น ต้นเฮเซลและต้นโอ๊ก ยังสามารถเติบโตได้ไกลถึงเมืองโอลู (Oulu) ประเทศฟินแลนด์

ความสำคัญทางวิวัฒนาการและสิ่งแวดล้อม
ช่วงเวลานี้อยู่ในยุคหินเก่าตอนกลาง (Middle Paleolithic) และมีความสำคัญต่อการศึกษาการวิวัฒนาการของมนุษย์สมัยใหม่ (Early Modern Humans) ซึ่งพบหลักฐานว่ามีการอาศัยอยู่ในเอเชียตะวันตก (เช่น มนุษย์ในถ้ำ Skhul และ Qafzeh) และในแอฟริกาตอนใต้ในช่วงเวลานี้ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการแยกตัวของประชากรมนุษย์สมัยใหม่ที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
นอกจากนี้ เนื่องจากเป็นช่วงเวลาล่าสุดที่โลกมีสภาพภูมิอากาศใกล้เคียงหรืออบอุ่นกว่ายุคโฮโลซีน ยุคน้ำแข็งระหว่างช่วงสุดท้ายจึงถูกใช้เป็น เกณฑ์อ้างอิง (Baseline) สำหรับการอนุรักษ์ธรรมชาติและการคาดการณ์ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน
คำถามที่พบบ่อย
ยุคน้ำแข็งระหว่างช่วงสุดท้ายแตกต่างจากยุคโฮโลซีนอย่างไร?
ยุคน้ำแข็งระหว่างช่วงสุดท้าย (Last Interglacial) มีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่าและระดับน้ำทะเลสูงกว่ายุคโฮโลซีน (Holocene) ซึ่งเป็นยุคปัจจุบัน โดยระดับน้ำทะเลอาจสูงกว่าปัจจุบันถึง 6-9 เมตร
ทำไมยุคอีเมียน (Eemian) ถึงถูกนำมาใช้เรียกแทนช่วงเวลานี้?
เพราะถูกค้นพบครั้งแรกในเนเธอร์แลนด์ โดยตั้งชื่อตามแม่น้ำ Eem ซึ่งกลายเป็นมาตรฐานในการระบุชั้นหินและสภาพภูมิอากาศในยุโรปเหนือ
วัฏจักรมิลานโควิชมีส่วนอย่างไรต่อสภาพอากาศในยุคนี้?
การเปลี่ยนแปลงของวงโคจรโลก (ความเอียงและความรี) ส่งผลให้การรับพลังงานจากดวงอาทิตย์เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งทำให้เกิดความแตกต่างของอุณหภูมิในฤดูกาลที่รุนแรงขึ้นในซีกโลกเหนือ
ยุคนี้มีความสำคัญต่อการศึกษาเรื่องมนุษย์อย่างไร?
เป็นช่วงที่พบหลักฐานการเคลื่อนย้ายและอาศัยอยู่ของมนุษย์สมัยใหม่ (Homo sapiens) ในเอเชียตะวันตกและแอฟริกาตอนใต้ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของสายวิวัฒนาการมนุษย์ปัจจุบัน

