การผ่าตัดตัดเส้นประสาทสมองส่วนหน้า (Lobotomy)
สรุปใจความสำคัญ
- เป็นการผ่าตัดตัดการเชื่อมต่อของสมองส่วน Prefrontal Cortex เพื่อรักษาโรคทางจิต
- António Egas Moniz ผู้ริเริ่มวิธีนี้ได้รับรางวัลโนเบลในปี 1949 ซึ่งต่อมากลายเป็นประเด็นถกเถียง
- ผู้ป่วยหญิงมีสัดส่วนการถูกผ่าตัดสูงกว่าผู้ป่วยชายอย่างมีนัยสำคัญ
- การพัฒนาของยาต้านโรคจิตในทศวรรษ 1950 นำไปสู่การยกเลิกใช้วิธีนี้
การผ่าตัดตัดเส้นประสาทสมองส่วนหน้า หรือ Lobotomy (และเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า leucotomy) คือวิธีการรักษาทางประสาทศัลยกรรมในอดีตที่ปัจจุบันถูกระบุว่าเป็นวิธีที่ไม่มีประสิทธิภาพและเป็นอันตราย ใช้สำหรับรักษาความผิดปกติทางจิตเวชหรือความผิดปกติทางระบบประสาท เช่น โรคลมชัก หรือโรคซึมเศร้า โดยมีหลักการคือการตัดการเชื่อมต่อของเส้นประสาทในสมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ซึ่งเป็นส่วนที่ควบคุมการตัดสินใจ บุคลิกภาพ และพฤติกรรมทางสังคม

ประวัติและการแพร่หลาย
วิธีการนี้ถูกริเริ่มโดย António Egas Moniz ประสาทแพทย์ชาวโปรตุเกส ซึ่งได้รับรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ในปี ค.ศ. 1949 จากการค้นพบคุณค่าในการรักษาของ leucotomy ในโรคจิตบางชนิด แม้ว่าการมอบรางวัลนี้จะกลายเป็นประเด็นถกเถียงอย่างรุนแรงในเวลาต่อมา
ในสหรัฐอเมริกา Walter Freeman เป็นผู้สนับสนุนและปรับปรุงวิธีการผ่าตัดนี้ โดยเขาได้ทำการผ่าตัด Lobotomy ครั้งแรกในโรงพยาบาลจิตเวชของสหรัฐฯ ในปี ค.ศ. 1936 การใช้วิธีนี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษ 1940 ถึง 1950 โดยในปี ค.ศ. 1951 มีการผ่าตัด Lobotomy ไปแล้วเกือบ 20,000 รายในสหรัฐฯ และมีสัดส่วนที่สูงกว่าในสหราชอาณาจักร
ข้อมูลทางสถิติระบุว่าผู้ป่วยหญิงได้รับการผ่าตัดมากกว่าผู้ป่วยชาย โดยการศึกษาในปี ค.ศ. 1951 พบว่าเกือบ 60% ของผู้ป่วยในสหรัฐฯ เป็นผู้หญิง และในรัฐออนแทรีโอระหว่างปี ค.ศ. 1948-1952 พบว่าผู้ป่วยหญิงมีสัดส่วนสูงถึง 74%
ผลกระทบทางการแพทย์และผลข้างเคียง
เป้าหมายของการผ่าตัดคือการลดอาการของโรคทางจิต แต่ผลลัพธ์ที่ได้มักแลกมาด้วยการสูญเสียบุคลิกภาพและสติปัญญาของผู้ป่วย ผู้ป่วยหลังการผ่าตัดมักมีอาการเฉื่อยชา (Inertia) ขาดความกระตือรือร้น และมีความบกพร่องในการควบคุมตนเอง
- ผลกระทบระยะสั้น: หลังการผ่าตัด ผู้ป่วยมักมีอาการซึม (Stuporous) และกลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้ บางรายมีอาการอยากอาหารเพิ่มขึ้นอย่างมากจนน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึงมีอาการชักเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อย
- ผลกระทบระยะยาว: ผู้ป่วยจำนวนมากสูญเสียความสามารถในการคิดเชิงซับซ้อน ความตระหนักรู้ในตนเอง และความสามารถในการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (Empathy) ทำให้เกิดสภาวะที่ Walter Freeman เรียกว่า "สภาวะเด็กที่ถูกสร้างขึ้นด้วยการผ่าตัด" (Surgically induced childhood) ซึ่งผู้ป่วยจะมีบุคลิกภาพเหมือนเด็ก ไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ และขาดความคิดริเริ่ม

อัตราการรอดชีวิตและการฟื้นตัว
ในช่วงทศวรรษ 1940 อัตราการเสียชีวิตจากการผ่าตัดอยู่ที่ประมาณ 5% การสำรวจผู้ป่วยในสหราชอาณาจักรระหว่างปี ค.ศ. 1942-1954 พบว่ามีผู้ป่วยเพียง 13% ที่ฟื้นตัวได้อย่างสมบูรณ์ และ 28% มีการฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่ 25% ไม่มีการเปลี่ยนแปลง และ 4% เสียชีวิตจากการผ่าตัด
การเสื่อมความนิยมและการยกเลิกใช้
การผ่าตัด Lobotomy เริ่มถูกละทิ้งตั้งแต่ทศวรรษ 1950 โดยเริ่มจากสหภาพโซเวียตซึ่งมีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางและสั่งห้ามใช้ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1950 ตามด้วยประเทศในยุโรป
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การผ่าตัดนี้เสื่อมความนิยมลง ได้แก่:
- การพัฒนาของยาต้านโรคจิต (Antipsychotic Medications): การเกิดขึ้นของยาที่สามารถควบคุมอาการทางจิตได้โดยไม่ต้องผ่าตัดสมองทำให้ Lobotomy กลายเป็นวิธีที่ล้าสมัย
- การตระหนักถึงจริยธรรม: ผลกระทบที่ทำลายบุคลิกภาพของผู้ป่วยอย่างรุนแรงทำให้เกิดการต่อต้านจากสังคมและวงการแพทย์
- การนำเสนอผ่านสื่อ: การพรรณนาถึงผู้ป่วยที่ถูกผ่าตัด Lobotomy ในนวนิยาย ละคร และภาพยนตร์ ส่งผลให้สาธารณชนมองว่าเป็นการรักษาที่โหดร้าย
คำถามที่พบบ่อย
การผ่าตัด Lobotomy คืออะไร?
คือการผ่าตัดเพื่อตัดเส้นประสาทที่เชื่อมต่อกับสมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) เพื่อลดอาการของโรคทางจิตเวชในอดีต
ทำไมการผ่าตัด Lobotomy ถึงถูกยกเลิก?
เนื่องจากก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรง เช่น การสูญเสียบุคลิกภาพ สติปัญญาลดลง และการพัฒนาของยาต้านโรคจิตที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยกว่า
ใครเป็นผู้ริเริ่มการผ่าตัดนี้?
António Egas Moniz ประสาทแพทย์ชาวโปรตุเกส เป็นผู้ริเริ่ม และต่อมา Walter Freeman ได้นำมาเผยแพร่และปรับปรุงในสหรัฐอเมริกา
ผลกระทบที่รุนแรงที่สุดของผู้ป่วยคืออะไร?
ผู้ป่วยหลายรายกลายเป็นคนเฉื่อยชา ขาดความรู้สึกนึกคิด และสูญเสียความสามารถในการดำเนินชีวิตอย่างอิสระ (Surgically induced childhood)