พระราชบัญญัติการปกครองส่วนท้องถิ่น ค.ศ. 1999 ของสหราชอาณาจักร
สรุปใจความสำคัญ
- นำระบบ Best Value มาใช้แทนที่การประมูลแข่งขันภาคบังคับ (CCT) เพื่อมุ่งเน้นที่ผลลัพธ์ของการบริการสาธารณะ
- กำหนดให้หน่วยงานท้องถิ่นต้องปรับปรุงบริการอย่างต่อเนื่องโดยพิจารณาจากความประหยัด ประสิทธิภาพ และประสิทธิผล
- ให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในการจำกัดงบประมาณท้องถิ่นตามดุลยพินิจ แทนที่การใช้เพดานภาษีแบบครอบคลุม
- ครอบคลุมหน่วยงานท้องถิ่นหลากหลายประเภท รวมถึงตำรวจ ดับเพลิง และหน่วยงานขนส่ง
พระราชบัญญัติการปกครองส่วนท้องถิ่น ค.ศ. 1999 (Local Government Act 1999) เป็นกฎหมายที่ตราขึ้นโดยรัฐสภาแห่งสหราชอาณาจักร ซึ่งมีผลบังคับใช้กับหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นหลากหลายประเภทในอังกฤษและเวลส์ กฎหมายฉบับนี้ถูกผลักดันโดยรัฐบาลพรรคแรงงานในช่วงปีแรกๆ ของการบริหารงานภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีโทนี แบลร์ (Tony Blair) และได้รับการยอมรับในปี ค.ศ. 2000 ว่าเป็นหนึ่งในกฎหมายด้านการปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีนัยสำคัญที่สุดในรอบทศวรรษ

โครงสร้างและสาระสำคัญของกฎหมาย
พระราชบัญญัติฉบับนี้แบ่งเนื้อหาหลักออกเป็นสองส่วนสำคัญ ดังนี้:
ส่วนที่ 1 กรอบการทำงานแบบ Best Value
ส่วนที่ 1 ของพระราชบัญญัติได้กำหนดข้อกำหนดทางกฎหมายให้หน่วยงานท้องถิ่นต้องมีการปรับปรุงการบริการอย่างต่อเนื่องภายใต้กรอบที่เรียกว่า "Best Value" (คุณค่าสูงสุด) ซึ่งพิจารณาจากปัจจัยสามประการคือ ความประหยัด (Economy) ประสิทธิภาพ (Efficiency) และประสิทธิผล (Effectiveness)
การนำระบบ Best Value มาใช้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ดังนี้:
- การยกเลิกการประมูลแข่งขันภาคบังคับ: เปลี่ยนผ่านจากข้อกำหนดเดิมที่บังคับให้ต้องมีการประมูลแข่งขัน (Compulsory Competitive Tendering - CCT) มาเป็นการมุ่งเน้นที่ผลลัพธ์ของคุณภาพการบริการ
- ระบบการตรวจสอบ: มีการนำระบอบการตรวจสอบและตรวจตรา (Audit and Inspection) มาใช้เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานตามหลัก Best Value เป็นไปอย่างถูกต้อง
- อำนาจการแทรกแซง: รัฐบาลกลางได้รับอำนาจใหม่ในการเข้าแทรกแซงหน่วยงานท้องถิ่นที่ไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดของ Best Value ได้
ส่วนที่ 2 การควบคุมงบประมาณและภาษี
ส่วนที่ 2 ของพระราชบัญญัติได้ยกเลิกระบบการจำกัดเพดานภาษีและค่าธรรมเนียม (Precepts) แบบครอบคลุมทั้งหมด และเปลี่ยนมาใช้ "อำนาจการจำกัดงบประมาณสำรองตามดุลยพินิจ" (Discretionary Reserve Capping Powers) ซึ่งช่วยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (Secretary of State) มีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการตัดสินใจว่าจะเข้าแทรกแซงการจัดทำงบประมาณของหน่วยงานท้องถิ่นในกรณีใดบ้าง
ขอบเขตการบังคับใช้
บทบัญญัติของพระราชบัญญัติฉบับนี้ไม่ได้ครอบคลุมเพียงแค่สภาท้องถิ่น (Local Councils) เท่านั้น แต่ยังรวมถึงหน่วยงานอื่นๆ ได้แก่:
- หน่วยงานตำรวจและดับเพลิง
- หน่วยงานจัดการขยะและขนส่งผู้โดยสาร
- หน่วยงานดูแลอุทยานแห่งชาติ
- หน่วยงานพัฒนาพื้นที่ (Development Agency) และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
ภูมิหลังและบริบททางประวัติศาสตร์
ตั้งแต่ทศวรรษ 1970 สหราชอาณาจักรได้เริ่มทบทวนรูปแบบการปกครองส่วนท้องถิ่นเนื่องจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่เกิดจากวิกฤตการณ์น้ำมันและภาวะเงินเฟ้อพร้อมเศรษฐกิจถดถอย (Stagflation) ประกอบกับนโยบายของพรรคอนุรักษนิยมที่ต้องการลดขนาดและค่าใช้จ่ายของภาครัฐ
ในช่วงปี ค.ศ. 1979 ถึง 1997 รัฐบาลพรรคอนุรักษนิยมได้ออกกฎหมายหลายฉบับเพื่อบังคับให้มีการประมูลแข่งขัน (CCT) ในการจัดบริการสาธารณะ โดยเริ่มจากงานก่อสร้างและการบำรุงรักษาทางหลวง ไปจนถึงการเก็บขยะ การทำความสะอาดถนน และลามไปถึงงานบริหารจัดการในสำนักงาน เช่น การเงิน ไอที และงานบุคคล ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อที่ว่าภาคเอกชนสามารถส่งมอบบริการได้มีประสิทธิภาพมากกว่าภาครัฐ
เมื่อพรรคแรงงานก้าวขึ้นสู่อำนาจในปี ค.ศ. 1997 ได้นำวาระการปรับปรุงรัฐบาลให้ทันสมัย (Modernising Government) และหลักการกระจายอำนาจ (Devolution) มาใช้ โดยระบบ Best Value ถูกออกแบบมาเพื่อทดแทน CCT โดยมุ่งเน้นที่ "ผลลัพธ์" (Outcomes) หรือสิ่งที่สังคมได้รับจากการดำเนินงาน มากกว่าเพียงแค่ "ผลผลิต" (Outputs) หรือสิ่งที่หน่วยงานผลิตออกมา
หลักการ 4 Cs ของ Best Value
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของ Best Value หน่วยงานท้องถิ่นต้องดำเนินการตามหลักการ 4 ประการ ดังนี้:
- Consultation (การปรึกษาหารือ): การรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับบริการที่ชุมชนต้องการ
- Challenge (การท้าทาย): การตั้งคำถามถึงวิธีการส่งมอบบริการเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
- Comparison (การเปรียบเทียบ): การเปรียบเทียบกับแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practice)
- Competition (การแข่งขัน): การสร้างการแข่งขันเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าของเงินงบประมาณ (Value for Money)
คำถามที่พบบ่อย
ระบบ Best Value ในพระราชบัญญัติการปกครองส่วนท้องถิ่น 1999 คืออะไร?
Best Value คือกรอบการทำงานที่กำหนดให้หน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นต้องปรับปรุงการบริการอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นที่ความประหยัด ประสิทธิภาพ และประสิทธิผล เพื่อให้ได้บริการที่มีคุณภาพสูงขึ้นในราคาที่ต่ำลง โดยใช้หลักการ 4 Cs (Consultation, Challenge, Comparison, Competition)
พระราชบัญญัติฉบับนี้แตกต่างจากนโยบายของรัฐบาลพรรคอนุรักษนิยมก่อนหน้านี้อย่างไร?
ในขณะที่รัฐบาลพรรคอนุรักษนิยมเน้นการประมูลแข่งขันภาคบังคับ (CCT) เพื่อให้ภาคเอกชนเข้ามาดำเนินงาน รัฐบาลพรรคแรงงานผ่านพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้เปลี่ยนมาเน้นที่ 'ผลลัพธ์' และการปรับปรุงคุณภาพการบริการอย่างต่อเนื่องภายใต้กรอบ Best Value
กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้กับใครบ้าง?
มีผลบังคับใช้กับสภาท้องถิ่น รวมถึงหน่วยงานตำรวจ หน่วยงานดับเพลิง หน่วยงานจัดการขยะ หน่วยงานขนส่งผู้โดยสาร และหน่วยงานดูแลอุทยานแห่งชาติในอังกฤษและเวลส์
