ปริญญาโท ความหมาย ประวัติ และมาตรฐานทางวิชาการ
สรุปใจความสำคัญ
- ปริญญาโทเป็นวุฒิการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาที่เน้นความเชี่ยวชาญเฉพาะทางและการคิดวิเคราะห์ระดับสูง
- มีต้นกำเนิดจากยุคกลางในยุโรป โดยเริ่มจากใบอนุญาตในการสอน (licentia docendī)
- ในศตวรรษที่ 19 เริ่มมีการแยกประเภทปริญญาโทออกเป็นหลายสาขา เช่น ปริญญาโทวิทยาศาสตร์ (MS) และปริญญาโทศัลยกรรม
- การได้รับปริญญาโทในปัจจุบันส่วนใหญ่ต้องผ่านการศึกษาระดับปริญญาตรีมาก่อน
ปริญญาโท (ภาษาอังกฤษ: Master's degree; จากภาษาละติน magister) คือวุฒิการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา (Postgraduate) ที่มอบให้โดยมหาวิทยาลัยหรือวิทยาลัย เมื่อผู้เรียนสำเร็จหลักสูตรการศึกษาที่แสดงถึงความเชี่ยวชาญหรือการมีความรู้ในภาพรวมระดับสูงในสาขาวิชาเฉพาะทาง หรือในด้านการปฏิบัติงานทางวิชาชีพ
โดยปกติแล้ว การเข้าศึกษาในระดับปริญญาโทจำเป็นต้องผ่านการศึกษาระดับปริญญาตรีมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นการเรียนแยกหลักสูตร หรือเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรแบบบูรณาการ ผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทถูกคาดหวังให้มีความรู้ขั้นสูงในเนื้อหาเชิงทฤษฎีและประยุกต์ มีทักษะระดับสูงในการวิเคราะห์ การประเมินเชิงวิพากษ์ หรือการประยุกต์ใช้ในวิชาชีพ ตลอดจนมีความสามารถในการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน และสามารถคิดวิเคราะห์ได้อย่างเข้มงวดและเป็นอิสระ

ประวัติการพัฒนาของปริญญาโท
ยุคกลางจนถึงศตวรรษที่ 18
ปริญญาโทมีต้นกำเนิดย้อนไปถึงการก่อตั้งมหาวิทยาลัยในยุโรป โดยในปี ค.ศ. 1233 มีโองการจากพระสันตะปาปา (Papal bull) กำหนดว่าผู้ที่ได้รับตำแหน่ง 'มาสเตอร์' (Mastership) จากมหาวิทยาลัยตูลูส (University of Toulouse) จะได้รับอนุญาตให้สอนหนังสือได้อย่างอิสระในมหาวิทยาลัยแห่งอื่น ความหมายดั้งเดิมของปริญญาโทจึงหมายถึงการได้รับการยอมรับในฐานะ 'อาจารย์' (Teacher) ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นรูปแบบทางการที่เรียกว่า licentia docendī หรือใบอนุญาตในการสอน
ในช่วงแรก ไม่มีการแยกความแตกต่างระหว่าง 'มาสเตอร์' (Masters) และ 'ด็อกเตอร์' (Doctors) แต่ภายในศตวรรษที่ 15 มหาวิทยาลัยในอังกฤษเริ่มใช้ธรรมเนียมการเรียกผู้สอนในคณะระดับล่าง (เช่น ศิลปศาสตร์และไวยากรณ์) ว่า 'มาสเตอร์' และเรียกผู้สอนในคณะระดับสูงว่า 'ด็อกเตอร์' โดยเริ่มแรกปริญญาตรีศิลปศาสตร์ (BA) จะมอบให้สำหรับการศึกษาวิชา trivium และปริญญาโทศิลปศาสตร์ (MA) จะมอบให้สำหรับการศึกษาวิชา quadrivium
ในสหรัฐอเมริกา ปริญญาโทใบแรก (Magister Artium หรือ Master of Arts) ถูกมอบให้ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) หลังจากก่อตั้งมหาวิทยาลัยได้ไม่นาน ส่วนในสกอตแลนด์ มหาวิทยาลัยยุคก่อนการปฏิรูปศาสนา (เช่น St Andrews, Glasgow และ Aberdeen) ได้พัฒนาให้ปริญญาโทศิลปศาสตร์ (MA) กลายเป็นปริญญาใบแรกของผู้เรียน
ศตวรรษที่ 19 และการขยายตัวของวุฒิการศึกษา
ศตวรรษที่ 19 เป็นช่วงที่มีการขยายตัวของประเภทปริญญาโทอย่างมาก จากเดิมที่มีเพียงปริญญาโทศิลปศาสตร์ (MA) ซึ่งมักมอบให้โดยไม่ต้องมีการศึกษาหรือสอบเพิ่มเติม ต่อมาได้มีการนำปริญญาโทด้านศัลยกรรม (Master in Surgery) มาใช้โดยมหาวิทยาลัยกลาสโกว์ในปี ค.ศ. 1815 และแพร่หลายไปยังสกอตแลนด์ อังกฤษ และไอร์แลนด์ในเวลาต่อมา
ในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงสู่ระบบการสอบเพื่อรับปริญญา โดยมหาวิทยาลัยลอนดอน (University of London) ซึ่งก่อตั้งขึ้นใหม่ได้รับอำนาจในการมอบปริญญาผ่านการสอบเท่านั้น ในสหรัฐอเมริกา การฟื้นฟูการมอบปริญญาโทในฐานะคุณวุฒิที่ต้องผ่านการสอบเริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1856 ที่มหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา และตามด้วยมหาวิทยาลัยมิชิแกนในปี ค.ศ. 1859
นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยมิชิแกนยังได้นำปริญญาโทวิทยาศาสตร์ (Master of Science - MS หรือ MSc) มาใช้ในปี ค.ศ. 1858 โดยมีทั้งรูปแบบที่เรียนตามหลักสูตร (in course) และรูปแบบที่ผ่านการสอบ (on examination) ซึ่งเป็นการวางรากฐานให้ปริญญาโทกลายเป็นวุฒิการศึกษาขั้นที่สองที่ต้องใช้ความพยายามในการศึกษาอย่างจริงจัง ควบคู่ไปกับการเกิดขึ้นของปริญญาเอก (PhD) ในฐานะวุฒิการศึกษาสูงสุด
คำถามที่พบบ่อย
ปริญญาโทแตกต่างจากปริญญาตรีอย่างไร?
ปริญญาโทเน้นการสร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง (Specialization) และทักษะการวิเคราะห์ขั้นสูง ในขณะที่ปริญญาตรีเน้นการให้ความรู้พื้นฐานในวงกว้างของสาขาวิชานั้นๆ
ผู้ที่ต้องการเรียนปริญญาโทต้องมีคุณสมบัติอย่างไร?
โดยทั่วไปต้องสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี หรือผ่านหลักสูตรบูรณาการที่รวมปริญญาตรีและโทเข้าด้วยกัน
ปริญญาโทศิลปศาสตร์ (MA) และปริญญาโทวิทยาศาสตร์ (MS) ต่างกันอย่างไร?
MA มักเกี่ยวข้องกับสาขาวิชาด้านมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปะ ส่วน MS มักเกี่ยวข้องกับสาขาวิชาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และคณิตศาสตร์
ประวัติของปริญญาโทเริ่มต้นขึ้นเมื่อใด?
มีหลักฐานย้อนไปถึงศตวรรษที่ 13 (ค.ศ. 1233) จากโองการของพระสันตะปาปาที่อนุญาตให้ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยตูลูสสามารถสอนหนังสือได้ในมหาวิทยาลัยอื่น

