← กลับไปยังบทความทั้งหมด

เครือข่ายแบบเมช โครงสร้างและการทำงานของระบบเครือข่ายใยแมงมุม

สรุปใจความสำคัญ

  • เครือข่ายแบบเมชไม่มีโหนดศูนย์กลาง ทำให้ทุกโหนดสามารถทำหน้าที่ส่งต่อข้อมูลได้
  • มีคุณสมบัติ Self-healing ที่สามารถหาเส้นทางส่งข้อมูลใหม่ได้อัตโนมัติเมื่อโหนดบางตัวขัดข้อง
  • แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักคือ แบบใช้สาย (Wired) และแบบไร้สาย (Wireless Mesh Network)
  • เครือข่ายแบบเชื่อมต่อสมบูรณ์ (Fully Connected) ให้ความเสถียรสูงสุดแต่มีค่าใช้จ่ายในการติดตั้งสูงที่สุด

เครือข่ายแบบเมช (Mesh Network) คือรูปแบบหนึ่งของโทโพโลยีเครือข่าย (Network Topology) ที่อุปกรณ์โครงสร้างพื้นฐาน เช่น บริดจ์ (Bridge), สวิตช์ (Switch) และอุปกรณ์เครือข่ายอื่น ๆ จะเชื่อมต่อกันโดยตรงในลักษณะพลวัต (Dynamic) และไม่มีลำดับชั้น (Non-hierarchical) โดยอุปกรณ์แต่ละโหนด (Node) จะพยายามเชื่อมต่อกับโหนดอื่นให้ได้มากที่สุด เพื่อร่วมกันส่งต่อข้อมูลไปยังโฮสต์ปลายทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แผนผังแสดงการเชื่อมต่อของเครือข่ายแบบเมชที่โหนดแต่ละตัวเชื่อมต่อกันหลายทิศทาง
ตัวอย่างโครงสร้างการเชื่อมต่อแบบเมชที่แสดงการกระจายตัวของโหนดและการเชื่อมต่อที่หลากหลาย

คุณลักษณะเด่นของเครือข่ายแบบเมช

ความแตกต่างที่สำคัญของเครือข่ายแบบเมชเมื่อเทียบกับเครือข่ายแบบดาว (Star) หรือแบบต้นไม้ (Tree) คือการไม่พึ่งพาโหนดใดโหนดหนึ่งเป็นศูนย์กลาง ทำให้ทุกโหนดในระบบสามารถมีส่วนร่วมในการส่งต่อข้อมูล (Relay) ได้ ซึ่งส่งผลดีในหลายด้านดังนี้:

  • การจัดระเบียบตนเอง (Self-organization): เครือข่ายสามารถกำหนดค่าและจัดระเบียบการเชื่อมต่อได้โดยอัตโนมัติ ช่วยลดภาระในการติดตั้งและตั้งค่าระบบ
  • การกระจายภาระงาน (Workload Distribution): ความสามารถในการกำหนดค่าตนเองช่วยให้ระบบกระจายการรับส่งข้อมูลได้อย่างยืดหยุ่น โดยเฉพาะเมื่อมีบางโหนดเกิดการขัดข้อง
  • ความทนทานต่อความเสียหาย (Fault-tolerance): หากโหนดใดโหนดหนึ่งเสีย ระบบจะยังคงทำงานได้เนื่องจากมีเส้นทางสำรองในการส่งข้อมูล ทำให้ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาลดลง
การเปรียบเทียบระหว่างโครงสร้างเครือข่ายแบบรวมศูนย์และแบบกระจายตัว
การเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างการเชื่อมต่อแบบลำดับชั้นและแบบเมช

หลักการทำงานพื้นฐาน

เครือข่ายแบบเมชใช้วิธีการส่งข้อมูลที่แตกต่างจากเครือข่ายทั่วไป โดยมีเทคนิคหลัก 2 รูปแบบคือ:

1. การส่งข้อมูลแบบแพร่กระจาย (Flooding)

เป็นการส่งข้อมูลไปยังทุกโหนดที่เชื่อมต่ออยู่เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลจะถึงปลายทาง

2. การส่งข้อมูลแบบกำหนดเส้นทาง (Routing)

ข้อมูลจะถูกส่งต่อเป็นทอด ๆ (Hopping) จากโหนดหนึ่งไปยังอีกโหนดหนึ่งจนกว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง เพื่อให้ระบบทำงานได้อย่างต่อเนื่อง เครือข่ายแบบเมชจึงต้องใช้ อัลกอริทึมการกู้คืนระบบด้วยตนเอง (Self-healing algorithms) เช่น Shortest Path Bridging และ TRILL (Transparent Interconnection of Lots of Links) เพื่อคำนวณหาเส้นทางใหม่เมื่อเส้นทางเดิมขาดหายหรือโหนดบางตัวไม่เสถียร

ประเภทของเครือข่ายแบบเมช

ประเภทลักษณะการทำงานจุดเด่น/ข้อจำกัด
เมชแบบใช้สาย (Wired Mesh)ใช้สายสัญญาณเชื่อมต่อระหว่างสวิตช์หรืออุปกรณ์เครือข่ายมีความปลอดภัยและเสถียรภาพสูงมาก แต่ค่าใช้จ่ายด้านสายสัญญาณจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตามจำนวนโหนด
เมชแบบไร้สาย (Wireless Mesh)ใช้คลื่นวิทยุในการเชื่อมต่อระหว่างโหนด (Wireless Mesh Network - WMN)ติดตั้งง่าย ยืดหยุ่นสูง มักใช้ในรูปแบบของเครือข่าย Ad hoc

เครือข่ายแบบเชื่อมต่อสมบูรณ์ (Fully Connected Network)

คือเครือข่ายแบบเมชที่ทุกโหนดมีการเชื่อมต่อถึงกันหมดทุกตัว ซึ่งให้ความเชื่อถือได้สูงสุดเนื่องจากปัญหาที่เกิดขึ้นกับสายสัญญาณเส้นหนึ่งจะกระทบเพียงโหนดสองตัวที่เชื่อมต่อกันเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติการสร้างเครือข่ายแบบนี้มีค่าใช้จ่ายสูงมากเนื่องจากจำนวนสายสัญญาณที่ต้องใช้มีปริมาณมหาศาลเมื่อจำนวนโหนดเพิ่มขึ้น

คำถามที่พบบ่อย

เครือข่ายแบบเมชแตกต่างจากเครือข่ายแบบดาว (Star Topology) อย่างไร?

เครือข่ายแบบดาวพึ่งพาโหนดศูนย์กลาง (Hub/Switch) ในการกระจายข้อมูล หากโหนดศูนย์กลางเสีย เครือข่ายทั้งหมดจะล่ม แต่เครือข่ายแบบเมชไม่มีศูนย์กลาง ทุกโหนดเชื่อมต่อกันเอง ทำให้มีความทนทานต่อความเสียหายสูงกว่า

Self-healing ในเครือข่ายแบบเมชคืออะไร?

คือความสามารถของเครือข่ายในการตรวจพบเส้นทางที่ขาดหายหรือโหนดที่เสีย และใช้อัลกอริทึม (เช่น TRILL) เพื่อคำนวณและเปลี่ยนไปใช้เส้นทางอื่นในการส่งข้อมูลโดยอัตโนมัติ

ข้อเสียหลักของเครือข่ายแบบเมชแบบใช้สายคืออะไร?

คือค่าใช้จ่ายและความซับซ้อนในการติดตั้ง เนื่องจากต้องใช้สายสัญญาณจำนวนมากเพื่อเชื่อมต่อโหนดต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ยิ่งจำนวนโหนดมากขึ้น จำนวนสายที่ต้องใช้จะเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงมาก