← กลับไปยังบทความทั้งหมด

ไมเคิล ซีด บาทหลวงคาทอลิกและที่ปรึกษาด้านคริสต์ศาสนสัมพันธ์

สรุปใจความสำคัญ

  • ไมเคิล ซีด เป็นอดีตที่ปรึกษาด้านคริสต์ศาสนสัมพันธ์ให้กับอาร์ชบิชอปแห่งเวสต์มินสเตอร์
  • มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้บุคคลสำคัญทางการเมืองของอังกฤษ เช่น โทนี แบลร์ และแอน วิดเดคอมบ์ เปลี่ยนมานับถือคาทอลิก
  • เขียนหนังสืออัตชีวประวัติชื่อ Nobody's Child ซึ่งเปิดเผยการถูกล่วงละเมิดทางเพศในวัยเด็กที่โรงเรียนประจำโนลวิว
  • ถูกสั่งพักงานจากคณะฟรันซิสกันแห่งการคืนดีในปี ค.ศ. 2011 เนื่องจากปัญหาทางการเงิน

ไมเคิล ซีด (Michael Seed) เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1957 เป็นบาทหลวงโรมันคาทอลิกและนักบวชในคณะฟรันซิสกัน (Franciscan friar) รวมถึงเป็นนักเขียนและอดีตที่ปรึกษาด้านคริสต์ศาสนสัมพันธ์ (Ecumenical Advisor) ให้กับอาร์ชบิชอปแห่งเวสต์มินสเตอร์สองท่าน คือ บาซิล ฮูม (Basil Hume) และ คอร์แมค เมอร์ฟี-โอคอนเนอร์ (Cormac Murphy-O'Connor) เขามีชื่อเสียงจากการมีส่วนช่วยให้บุคคลสำคัญในแวดวงการเมืองและสาธารณชนหลายท่านตัดสินใจเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก

ชีวิตในวัยเยาว์และอุปสรรค

ไมเคิล ซีด เกิดที่เมืองแมนเชสเตอร์ในปี ค.ศ. 1957 โดยมีชื่อเดิมว่า สตีเวน เวย์น (Steven Wayne) และได้รับศีลล้างบาปในศาสนาคาทอลิกตั้งแต่ทารก ต่อมาในปี ค.ศ. 1958 เขาถูกรับเลี้ยงโดยโจเซฟและลิลเลียน ซีด ในช่วงวัยเด็กเขาและแม่บุญธรรมต้องเผชิญกับการถูกทำร้ายร่างกายและจิตใจจากพ่อบุญธรรม ซึ่งส่งผลให้แม่บุญธรรมพยายามฆ่าตัวตายหลายครั้ง นอกจากนี้ซีดยังถูกกลั่นแกล้งอย่างรุนแรงในโรงเรียน หลังจากแม่บุญธรรมเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายในปี ค.ศ. 1966 และพ่อบุญธรรมเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1968 เขาจึงเติบโตมาภายใต้การดูแลของยายทางฝั่งมารดา

เนื่องจากมีภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ (Dyslexia) ในปี ค.ศ. 1970 ซีดจึงเข้าเรียนที่โรงเรียนประจำโนลวิว (Knowl View) ในเมืองรอชเดล ซึ่งเป็นโรงเรียนสำหรับเด็กที่มีปัญหาด้านการปรับตัว เขาใช้เวลาที่นั่นเป็นเวลาสี่ปี โดยในหนังสืออัตชีวประวัติชื่อ Nobody's Child (ค.ศ. 2007) เขาได้เปิดเผยว่าตนเองถูกครูทำร้ายทางเพศ และระบุว่าระดับการล่วงละเมิดทางเพศที่เกิดขึ้นในโรงเรียนแห่งนี้อยู่ในระดับที่ "เกินกว่าจะจินตนาการถึงความสยดสยองได้" ซึ่งข้อมูลนี้ต่อมาได้กลายเป็นหลักฐานสำคัญในการสอบสวนอิสระเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศในเด็ก (Independent Inquiry into Childhood Sexual Abuse)

เส้นทางสู่การเป็นนักบวช

ในช่วงวัยรุ่น ซีดได้ทดลองเข้าเป็นสมาชิกของนิกายคริสต์หลายกลุ่ม รวมถึงโรมันคาทอลิก, แองกลิกัน, กองทัพความรอด (Salvation Army), สหภาพแบปทิสต์ (Baptist Union) และกลุ่ม Strict and Particular Baptists จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1976 ขณะอายุ 18 ปี เขาได้เข้าร่วมกับสมาคมมิชชันนารีแห่งแอฟริกา (Society of African Missions - SMA) และใช้เวลาหนึ่งปีในสถานฝึกหัดที่เมืองคอร์ก ประเทศไอร์แลนด์ จากนั้นได้ศึกษาต่อที่สถาบันมิชชันนารีในมิลล์ฮิลล์ (Mill Hill) เพื่อเตรียมตัวสำหรับการปฏิบัติศาสนกิจในแอฟริกา เอเชีย และละตินอเมริกา

ต่อมาซีดได้สร้างความสัมพันธ์กับคณะฟรันซิสกันแห่งการคืนดี (Franciscan Friars of the Atonement) ซึ่งดูแลห้องสมุดใกล้กับอาสนวิหารเวสต์มินสเตอร์ และตัดสินใจย้ายมาเข้าร่วมกับคณะนี้ โดยได้กล่าวคำปฏิญาณครั้งแรกในปี ค.ศ. 1982 และได้รับศีลบวชเป็นบาทหลวงเมื่อวันที่ 18 มกราคม ค.ศ. 1986

บทบาทหน้าที่และผลงาน

ในปี ค.ศ. 1988 คาร์ดินัล บาซิล ฮูม ได้แต่งตั้งให้ซีดดำรงตำแหน่งเลขานุการฝ่ายคริสต์ศาสนสัมพันธ์ที่อาสนวิหารเวสต์มินสเตอร์ บทบาทของเขาโดดเด่นอย่างมากในช่วงที่คริสตจักรแห่งอังกฤษ (Church of England) ตัดสินใจให้ผู้หญิงบวชเป็นบาทหลวงได้ ซึ่งส่งผลให้ชาวแองกลิกันสายอนุรักษนิยมจำนวนมากพิจารณาย้ายนิกาย ซีดได้ช่วยเหลือบุคคลสำคัญหลายท่านในการเปลี่ยนมานับถือคาทอลิก เช่น แอน วิดเดคอมบ์ (Ann Widdecombe), จอห์น กัมเมอร์ (John Gummer) และดัชเชสแห่งเคนต์ (Duchess of Kent)

นอกจากนี้ ซีดยังมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบุคคลที่มีชื่อเสียง เช่น ชาร์ลส์ เคนเนดี (Charles Kennedy) และเทอร์รี โวแกน (Terry Wogan) และได้ประกอบพิธีมิสซาให้กับโทนี แบลร์ (Tony Blair) อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษและครอบครัวที่บ้านเลขที่ 10 ถนนดาวนิง (10 Downing Street) ก่อนที่แบลร์จะประกาศเปลี่ยนมานับถือคาทอลิกอย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2007

ความขัดแย้งและสถานะในภายหลัง

ในปี ค.ศ. 2007 มีรายงานว่าซีดมีความขัดแย้งกับคาร์ดินัล คอร์แมค เมอร์ฟี-โอคอนเนอร์ เนื่องจากซีดได้แนะนำนักธุรกิจผู้มั่งคั่งให้รู้จักกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลเพื่อระดมทุนสำหรับโครงการโรงเรียน (Academies project) ของพรรคแรงงาน ซึ่งถูกมองว่าเป็นการสนับสนุนนโยบายทางการเมืองของพรรคแรงงานอย่างไม่เหมาะสม นอกจากนี้ คาร์ดินัลยังไม่พอใจที่ซีดเปิดเผยข้อมูลว่าโทนี แบลร์ จะเปลี่ยนมานับถือคาทอลิกหลังจากพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม ซีดดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านคริสต์ศาสนสัมพันธ์จนกระทั่งคาร์ดินัลเมอร์ฟี-โอคอนเนอร์เกษียณอายุในปี ค.ศ. 2008

ในปี ค.ศ. 2010 มีรายงานว่าซีดมีอาการหัวใจวายเล็กน้อยขณะนำการปฏิบัติธรรมในรัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา และในปี ค.ศ. 2011 มีรายงานว่าเขาถูกสั่งพักงานโดยคณะฟรันซิสกันแห่งการคืนดี เนื่องจากปัญหาความไม่โปร่งใสทางการเงินและข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการขายตำแหน่งอัศวินของพระสันตะปาปา (Papal knighthoods) และในปี ค.ศ. 2017 ชื่อของเขาไม่ได้ปรากฏอยู่ในรายชื่อนักบวชของคณะอีกต่อไป

คำถามที่พบบ่อย

ไมเคิล ซีด มีบทบาทสำคัญอย่างไรในศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกในอังกฤษ?

เขาทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านคริสต์ศาสนสัมพันธ์ให้กับอาร์ชบิชอปแห่งเวสต์มินสเตอร์ และมีชื่อเสียงในการช่วยให้บุคคลสำคัญในแวดวงการเมืองและสังคมเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก

หนังสือ Nobody's Child ของไมเคิล ซีด เกี่ยวกับอะไร?

เป็นหนังสืออัตชีวประวัติที่บอกเล่าเรื่องราวความยากลำบากในวัยเด็ก การถูกทารุณกรรมโดยพ่อบุญธรรม และการถูกล่วงละเมิดทางเพศโดยครูในโรงเรียนประจำโนลวิว ซึ่งข้อมูลนี้ถูกนำไปใช้ในการสอบสวนการล่วงละเมิดทางเพศในเด็กของรัฐบาลอังกฤษ

ทำไมไมเคิล ซีด ถึงถูกสั่งพักงานในปี ค.ศ. 2011?

เขาถูกสั่งพักงานโดยคณะฟรันซิสกันแห่งการคืนดีเนื่องจากข้อกล่าวหาเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสทางการเงินและการขายตำแหน่งอัศวินของพระสันตะปาปา