← กลับไปยังบทความทั้งหมด

พหุวัฒนธรรมในเนเธอร์แลนด์ จากการยอมรับสู่การปรับตัวทางวัฒนธรรม

สรุปใจความสำคัญ

  • เนเธอร์แลนด์เปลี่ยนนโยบายจากพหุวัฒนธรรมนิยม (Multiculturalism) ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 มาเป็นนโยบายที่เน้นการกลืนกลายทางวัฒนธรรม (Assimilation) ในช่วงทศวรรษ 1990
  • การย้ายถิ่นฐานหลักแบ่งเป็น 3 ระลอก ได้แก่ จากอดีตอาณานิคม (อินโดนีเซีย), แรงงานจากยุโรปใต้และแอฟริกาเหนือ, และผู้แสวงหาที่ลี้ภัย
  • เหตุการณ์ลอบสังหาร Pim Fortuyn และ Theo van Gogh เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้การถกเถียงเรื่องการบูรณาการทางวัฒนธรรมในเนเธอร์แลนด์มีความเข้มข้นขึ้น

พหุวัฒนธรรมในเนเธอร์แลนด์มีจุดเริ่มต้นจากการเพิ่มขึ้นอย่างมากของการย้ายถิ่นฐานในช่วงทศวรรษ 1950 และ 1960 ส่งผลให้รัฐบาลเนเธอร์แลนด์รับนโยบายพหุวัฒนธรรมอย่างเป็นทางการในช่วงต้นทศวรรษ 1980 อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปสู่นโยบายที่เน้นการกลืนกลายทางวัฒนธรรม (Assimilation) มากขึ้นในช่วงทศวรรษ 1990 ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากผลสำรวจความคิดเห็นที่ระบุว่า ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้ผู้อพยพปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมดัตช์มากกว่าการรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมของตนไว้

วิวัฒนาการของนโยบายรัฐบาล

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เนเธอร์แลนด์มีการรับแรงงานต่างชาติ (Guest Workers) และผู้อพยพจากอดีตอาณานิคม โดยในช่วงแรกมีความกดดันในการปรับตัวทางวัฒนธรรมต่ำ รัฐบาลอำนวยความสะดวกในการขอสัญชาติและจัดทำเอกสารแปลภาษาสำหรับผู้ที่ยังไม่ชำนาญภาษาดัตช์ เนื่องจากในขณะนั้นเชื่อว่าแรงงานเหล่านี้จะเดินทางกลับประเทศต้นทางในที่สุด

การเปลี่ยนผ่านสู่นโยบายพหุวัฒนธรรมและการบูรณาการ

ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 เนเธอร์แลนด์ได้ประกาศใช้นโยบายพหุวัฒนธรรมอย่างเป็นทางการ โดยมีความเชื่อว่าการทำให้ผู้อพยพชาวมุสลิมกลืนกลายทางวัฒนธรรมอย่างรวดเร็วนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ และเพื่อกระตุ้นให้เกิดการย้ายกลับประเทศต้นทาง ในปี 1983 ได้มีการนำ "นโยบายชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์" (Ethnic Minorities Policy) มาใช้

อย่างไรก็ตาม วิกฤตการณ์น้ำมันครั้งที่สองส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมของดัตช์ถดถอย นำไปสู่การว่างงานจำนวนมากในกลุ่มอดีตแรงงานข้ามชาติ ซึ่งไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสังคมยุคหลังอุตสาหกรรมได้ แม้ว่าเศรษฐกิจที่เฟื่องฟูในทศวรรษ 1990 จะช่วยลดอัตราการว่างงานลง แต่หลังปี 1998 นโยบายของรัฐบาลเริ่มมีความเข้มงวดมากขึ้น โดยมองว่าความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่เคยส่งเสริมในอดีต กลายเป็นอุปสรรคต่อการบูรณาการเข้าสู่สังคมดัตช์

รูปแบบการย้ายถิ่นฐานและประชากร

การย้ายถิ่นฐานเข้าสู่เนเธอร์แลนด์หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แบ่งออกเป็น 3 ระลอกหลัก:

  • ระลอกแรก (ทศวรรษ 1940-1950): ผู้อพยพจากอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นอดีตอาณานิคมของเนเธอร์แลนด์
  • ระลอกที่สอง (ทศวรรษ 1960-1970): แรงงานจากยุโรปใต้ (กรีซ, อิตาลี, สเปน, โปรตุเกส) รวมถึงตุรกีและโมร็อกโก และผู้อพยพจากซูรินาเม
  • ระลอกที่สาม (กลางทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา): ผู้แสวงหาที่ลี้ภัยจากประเทศต่างๆ เช่น อิหร่าน, อิรัก และอดีตยูโกสลาเวีย

ข้อมูลในปี 2006 ระบุว่า 1 ใน 5 ของประชากรมีเชื้อชาติที่ไม่ใช่ดัตช์ โดยประมาณครึ่งหนึ่งมาจากภูมิภาคที่มิใช่ตะวันตก ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้เห็นได้ชัดเจนที่สุดในเมืองใหญ่อย่างอัมสเตอร์ดัม

การวิพากษ์วิจารณ์และข้อโต้แย้งทางปัญญา

ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 เริ่มมีการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายพหุวัฒนธรรมอย่างรุนแรง โดยเฉพาะจากนักปรัชญากฎหมายอย่าง Paul Cliteur ซึ่งโต้แย้งว่าวัฒนธรรมตะวันตก หลักนิติธรรม (Rechtsstaat) และสิทธิมนุษยชน มีความเหนือกว่าค่านิยมของวัฒนธรรมนอกตะวันตก และมองว่าพหุวัฒนธรรมนิยมเป็นอุดมการณ์สัมพัทธนิยมทางวัฒนธรรมที่อาจนำไปสู่การยอมรับแนวปฏิบัติที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน

เหตุการณ์สะเทือนขวัญอย่างการลอบสังหาร Pim Fortuyn ในปี 2002 และ Theo van Gogh ในปี 2004 ยิ่งทำให้การถกเถียงเรื่องบทบาทของพหุวัฒนธรรมในเนเธอร์แลนด์ทวีความรุนแรงขึ้น และผลักดันให้สังคมหันมาให้ความสำคัญกับการปรับตัวทางวัฒนธรรมที่เข้มงวดขึ้น

คำถามที่พบบ่อย

นโยบายพหุวัฒนธรรมในเนเธอร์แลนด์เริ่มต้นเมื่อใด?

เริ่มต้นอย่างเป็นทางการในช่วงต้นทศวรรษ 1980 โดยมีนโยบายชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์ (Ethnic Minorities Policy) ในปี 1983 เพื่อยอมรับความหลากหลายและส่งเสริมการรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมของผู้อพยพ

ทำไมเนเธอร์แลนด์จึงเปลี่ยนจากนโยบายพหุวัฒนธรรมมาเป็นนโยบายการกลืนกลายทางวัฒนธรรม?

เนื่องจากปัญหาการว่างงานในกลุ่มผู้อพยพ ความรู้สึกว่าความหลากหลายทางวัฒนธรรมกลายเป็นอุปสรรคต่อการบูรณาการเข้าสู่สังคม และกระแสสังคมที่ต้องการให้ผู้อพยพปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมดัตช์มากขึ้น

ผู้อพยพกลุ่มใดที่มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรของเนเธอร์แลนด์?

กลุ่มหลัก ได้แก่ ผู้อพยพจากอินโดนีเซีย ซูรินาเม รวมถึงแรงงานจากตุรกีและโมร็อกโก ซึ่งส่งผลให้เมืองใหญ่อย่างอัมสเตอร์ดัมมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์สูงมากในปัจจุบัน