องค์การมาตรฐานสารสนเทศแห่งชาติ (NISO)
สรุปใจความสำคัญ
- ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1939 ในชื่อคณะกรรมการ Z39 และเปลี่ยนชื่อเป็น NISO ในปี ค.ศ. 1984
- เป็นองค์กรที่ได้รับการรับรองจาก ANSI เพื่อพัฒนามาตรฐานทางเทคนิคด้านการจัดพิมพ์และบรรณารักษศาสตร์
- มาตรฐานของ NISO ทั้งหมดเปิดให้เข้าถึงและดาวน์โหลดได้ฟรีผ่านเว็บไซต์ขององค์กร
- มีบทบาทสำคัญในการเป็นตัวแทนสหรัฐฯ ในคณะกรรมการ ISO/TC 46 และ ISO/IEC JTC 1/SC 34
องค์การมาตรฐานสารสนเทศแห่งชาติ (National Information Standards Organization หรือ NISO) เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรของสหรัฐอเมริกาที่ทำหน้าที่พัฒนา รักษา และเผยแพร่มาตรฐานทางเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับการจัดพิมพ์ การประยุกต์ใช้ทางบรรณณารักษศาสตร์ และระบบสารสนเทศของห้องสมุด เพื่อให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลในอุตสาหกรรมสารสนเทศมีความเป็นเอกภาพและมีประสิทธิภาพ
ประวัติและการก่อตั้ง
NISO ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1939 ในชื่อ คณะกรรมการ Z39 (Z39 Committee) ต่อมาในปี ค.ศ. 1983 ได้จดทะเบียนเป็นสมาคมเพื่อการศึกษาที่ไม่แสวงหาผลกำไร และเปลี่ยนชื่อเป็น องค์การมาตรฐานสารสนเทศแห่งชาติ (NISO) อย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1984
โครงสร้างและการดำเนินงาน
NISO มีระบบสมาชิกที่แบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก ได้แก่:
- สมาชิกผู้มีสิทธิออกเสียง (Voting Members): ประกอบด้วยบริษัทขนาดใหญ่ (ส่วนใหญ่เป็นสำนักพิมพ์) และองค์กรห้องสมุดระดับชาติ เช่น สมาคมห้องสมุดแห่งอเมริกา (American Library Association) โดยสมาชิกกลุ่มนี้มีหน้าที่เลือกตั้งคณะกรรมการบริหาร และร่วมให้ความเห็นรวมถึงลงคะแนนเสียงในการกำหนดมาตรฐาน
- พันธมิตรมาตรฐานห้องสมุด (Library Standards Alliance): ประกอบด้วยห้องสมุดมหาวิทยาลัยและห้องสมุดสาธารณะขนาดใหญ่ ซึ่งจะได้รับสิทธิประโยชน์ในการเข้าถึงการสัมมนาออนไลน์ (Webinars) ของ NISO โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
ในด้านการบริหารจัดการ Todd Carpenter ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการบริหารในปี ค.ศ. 2006 และในปี ค.ศ. 2019 NISO ได้ควบรวมกิจการกับ สมาพันธ์บริการสารสนเทศขั้นสูงแห่งชาติ (National Federation of Advanced Information Services หรือ NFAIS) ซึ่งนำไปสู่การจัดงานประชุม NISO Plus ในปี ค.ศ. 2020 เพื่อสืบทอดประเพณีการประชุมประจำปีของ NFAIS
บทบาทและมาตรฐานทางเทคนิค
NISO ได้รับการรับรองจาก สถาบันมาตรฐานแห่งชาติอเมริกัน (ANSI) และทำหน้าที่พัฒนามาตรฐานทางเทคนิคที่ใช้ในงานจัดพิมพ์ ห้องสมุด สื่อ และการกระจายเนื้อหา โดย NISO พัฒนาทั้งมาตรฐานระดับชาติของสหรัฐฯ (U.S. National Standards) และแนวปฏิบัติที่แนะนำ (Recommended Practices)
ความสัมพันธ์กับองค์กรสากล
ANSI มอบหมายให้ NISO เป็นตัวแทนผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกาในองค์กรระดับนานาชาติ ดังนี้:
- ISO/TC 46: คณะกรรมการทางเทคนิคด้านสารสนเทศและเอกสารขององค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน (ISO)
- ISO/IEC JTC 1/SC 34: คณะกรรมการร่วมระหว่าง ISO และ IEC ด้านภาษาที่ใช้ในการอธิบายเอกสารและการประมวลผล
- TC 46/SC 9: NISO ได้รับแต่งตั้งให้เป็นสำนักเลขาธิการ (Secretariat) ในนามของ ANSI สำหรับคณะอนุกรรมการด้านการระบุตัวตนและการอธิบาย (Identification and Description) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2008
การเผยแพร่และเข้าถึงข้อมูล
มาตรฐานที่ผ่านการอนุมัติโดย NISO จะถูกตีพิมพ์โดย ANSI โดยมีจุดเด่นคือมาตรฐานและแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practices) ทั้งหมดของ NISO จะเปิดให้เข้าถึงได้ฟรีผ่านทางเว็บไซต์ขององค์กร ซึ่งแตกต่างจากมาตรฐาน ANSI อื่นๆ ส่วนใหญ่ โดยมาตรฐานของ NISO จะขึ้นต้นด้วยรหัส ANSI/NISO Z39
ตัวอย่างมาตรฐานที่สำคัญ
| รหัสมาตรฐาน | รายละเอียด/การใช้งาน |
|---|---|
| ANSI/NISO Z39.2 | รูปแบบการแลกเปลี่ยนข้อมูลบันทึกบรรณานุกรม (IIF) ที่ใช้ร่วมกับมาตรฐาน MARC |
| ANSI/NISO Z39.21 | มาตรฐานเลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือ (ISBN) |
| ANSI/NISO Z39.50 | โปรโตคอลสำหรับการเข้าถึงฐานข้อมูลบรรณานุกรม |
| ANSI/NISO Z39.84 | ตัวระบุวัตถุดิจิทัล (Digital Object Identifier หรือ DOI) |
| ANSI/NISO Z39.85 | มาตรฐาน Dublin Core สำหรับการอธิบายข้อมูลทรัพยากรดิจิทัล |
| ANSI/NISO Z39.88 | มาตรฐาน OpenURL สำหรับการเชื่อมโยงทรัพยากรสารสนเทศ |
| ANSI/NISO Z39.96 | JATS (Journal Article Tag Suite) สำหรับการจัดทำโครงสร้างบทความวารสาร |
คำถามที่พบบ่อย
NISO คืออะไร?
NISO หรือ องค์การมาตรฐานสารสนเทศแห่งชาติ เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรในสหรัฐอเมริกาที่พัฒนามาตรฐานทางเทคนิคสำหรับการจัดพิมพ์ ห้องสมุด และการจัดการสารสนเทศ เพื่อให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลเป็นไปอย่างมีมาตรฐานเดียวกัน
มาตรฐานของ NISO แตกต่างจากมาตรฐาน ANSI อื่นๆ อย่างไร?
ในขณะที่มาตรฐาน ANSI ส่วนใหญ่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเข้าถึง แต่มาตรฐานและแนวปฏิบัติทั้งหมดของ NISO สามารถเข้าถึงได้ฟรีผ่านทางเว็บไซต์ขององค์กร
ตัวอย่างมาตรฐานที่รู้จักกันกันแพร่หลายของ NISO คืออะไร?
ตัวอย่างที่สำคัญ ได้แก่ DOI (Digital Object Identifier) สำหรับระบุวัตถุดิจิทัล, ISBN (International Standard Book Number) และ Dublin Core สำหรับการอธิบายข้อมูลทรัพยากรดิจิทัล

