นีโอนิโคตินอยด์ สารกำจัดแมลงที่มีผลกระทบต่อระบบนิเวศ
สรุปใจความสำคัญ
- เป็นสารกำจัดแมลงที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลางของแมลง โดยมีโครงสร้างคล้ายนิโคติน
- สามารถดูดซึมเข้าสู่เนื้อเยื่อพืชได้ทั่วทั้งต้น รวมถึงน้ำหวานและละอองเรณู ทำให้เป็นอันตรายต่อแมลงผสมเกสร
- สหภาพยุโรปสั่งห้ามใช้สารหลัก 3 ชนิด (clothianidin, imidacloprid, thiamethoxam) ในพื้นที่กลางแจ้งตั้งแต่ปี 2018
นีโอนิโคตินอยด์ (Neonicotinoids หรือเรียกสั้นๆ ว่า neonics) เป็นกลุ่มของสารกำจัดแมลงที่มีฤทธิ์ต่อระบบประสาท ซึ่งมีโครงสร้างทางเคมีคล้ายกับนิโคติน พัฒนาขึ้นโดยนักวิทยาศาสตร์จากบริษัท Shell และ Bayer ในช่วงทศวรรษ 1980 เพื่อใช้ในการปกป้องพืชผลทางการเกษตรและใช้ในทางสัตวแพทย์ เช่น การควบคุมเห็บและหมัด
ประเภทและสารสำคัญในกลุ่มนีโอนิโคตินอยด์
สารในกลุ่มนี้แบ่งออกเป็นหลายรุ่น โดยรุ่นแรกที่รู้จักกันดี ได้แก่ acetamiprid, clothianidin, dinotefuran, imidacloprid, nitenpyram, nithiazine, thiacloprid และ thiamethoxam ส่วนรุ่นที่ใหม่กว่า ได้แก่ cycloxaprid, imidaclothiz, paichongding, sulfoxaflor, guadipyr และ flupyradifurone
โดยเฉพาะ Imidacloprid ถือเป็นสารกำจัดแมลงที่ถูกนำมาใช้แพร่หลายที่สุดในโลกในช่วงปี 1999 ถึง 2018
กลไกการทำงานและการใช้งาน
นีโอนิโคตินอยด์ออกฤทธิ์โดยส่งผลกระทบต่อระบบประสาทส่วนกลางของแมลง ทำให้แมลงเป้าหมายและแมลงที่ไม่ใช่เป้าหมายตายหรือได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง วิธีการใช้งานที่พบบ่อย ได้แก่:
- การคลุกเมล็ดพันธุ์: ใช้ทาเมล็ดก่อนปลูกเพื่อป้องกันแมลงศัตรูพืช เมื่อเมล็ดงอก พืชจะดูดซับสารเคมีเข้าสู่เนื้อเยื่อผ่านทางน้ำ
- การฉีดพ่นลงดิน: สารจะถูกดูดซึมและกระจายไปทั่วทั้งต้นพืช รวมถึงใบ ดอก น้ำหวาน และละอองเรณู
ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ
การใช้นีโอนิโคตินอยด์อย่างแพร่หลายนำไปสู่ผลกระทบทางนิเวศวิทยาที่รุนแรง โดยเฉพาะต่อ ผึ้งและแมลงผสมเกสร อื่นๆ ซึ่งส่งผลเสียดังนี้:
- ผลกระทบระดับต่ำกว่าการตาย (Sublethal effects): แม้ไม่ทำให้ตายทันที แต่ทำให้ผึ้งมีปัญหาในการนำทาง การเรียนรู้ และการหาอาหาร
- ระบบภูมิคุ้มกัน: ทำให้การตอบสนองทางภูมิคุ้มกันลดลง และส่งผลต่อความสามารถในการสืบพันธุ์ เช่น ความมีชีวิตของอสุจิลดลง และอายุขัยของนางพญาผึ้งสั้นลง
- การปนเปื้อน: สารเหล่านี้ละลายน้ำได้ดี จึงมักปนเปื้อนในพื้นที่ชุ่มน้ำ ลำธาร และแม่น้ำ
การควบคุมทางกฎหมาย
เนื่องจากความเสี่ยงต่อความหลากหลายทางชีวภาพ สหภาพยุโรป (EU) จึงได้สั่งห้ามใช้สารนีโอนิโคตินอยด์หลัก 3 ชนิด (clothianidin, imidacloprid และ thiamethoxam) สำหรับการใช้งานกลางแจ้งทั้งหมดในปี 2018 ขณะที่ในสหรัฐอเมริกามีหลายรัฐที่เริ่มจำกัดการใช้เนื่องจากความกังวลเรื่องผลกระทบต่อผึ้ง
ประวัติและการเติบโตของตลาด
สารตัวแรกคือ nithiazine ถูกสังเคราะห์ขึ้นในปี 1970 แต่ไม่สามารถใช้ในเชิงพาณิชย์ได้เนื่องจากสลายตัวเร็วเมื่อโดนแสงแดด ต่อมาในปี 1985 Bayer ได้จดสิทธิบัตร imidacloprid ซึ่งเป็นนีโอนิโคตินอยด์เชิงพาณิชย์ตัวแรก
| ปี | มูลค่าตลาด/สถานะ |
|---|---|
| 1990 | มูลค่าตลาด 155 ล้านยูโร |
| 2008 | มูลค่าตลาด 1.5 พันล้านยูโร (24% ของตลาดสารกำจัดแมลงทั่วโลก) |
| 2023 | มูลค่าตลาดเติบโตถึง 5.5 พันล้านยูโร |
คำถามที่พบบ่อย
นีโอนิโคตินอยด์ส่งผลกระทบต่อผึ้งอย่างไร?
ส่งผลกระทบต่อระบบประสาท ทำให้ผึ้งมีปัญหาในการนำทาง การเรียนรู้ การหาอาหาร และลดประสิทธิภาพในการสืบพันธุ์ รวมถึงลดอายุขัยของนางพญาผึ้ง
ทำไมสารนี้ถึงถูกนำมาใช้คลุกเมล็ดพันธุ์?
เพราะเป็นสารที่ละลายน้ำได้ เมื่อพืชเติบโตจะดูดซับสารเคมีเข้าไปในเนื้อเยื่อ ทำให้พืชมีความสามารถในการป้องกันแมลงศัตรูพืชได้ตลอดทั้งต้น
สารใดในกลุ่มนี้ที่ถูกใช้แพร่หลายที่สุด?
Imidacloprid เป็นสารที่ถูกนำมาใช้มากที่สุดในโลกในช่วงปี 1999 ถึง 2018

