← กลับไปยังบทความทั้งหมด

นิกเกิลซิลเวอร์ (Nickel Silver) โลหะผสมที่เลียนแบบเงินแต่ไร้เงิน

สรุปใจความสำคัญ

  • นิกเกิลซิลเวอร์ไม่มีส่วนผสมของเงินแท้ แต่มีสีขาวเงินที่คล้ายคลึงกัน
  • ประกอบด้วยทองแดง 60%, นิกเกิล 20% และสังกะสี 20% โดยประมาณ
  • เป็นวัสดุยอดนิยมสำหรับการชุบเงิน (EPNS) เนื่องจากสีพื้นฐานใกล้เคียงกับเงินแท้
  • ทนต่อการกัดกร่อนได้ดีและมีความแข็งแรงสูงกว่าเงินแท้

นิกเกิลซิลเวอร์ (Nickel Silver) หรือที่รู้จักในชื่อ maillechort, German silver, argentan หรือ alpacca คือโลหะผสมประเภทคิวโปรนิกเกิล (Cupronickel) ซึ่งประกอบด้วยทองแดงและนิกเกิล โดยมีการเติมสังกะสีลงไปเพื่อให้ได้คุณสมบัติที่ต้องการ โดยทั่วไปแล้ว สูตรการผลิตจะประกอบด้วยทองแดง 60%, นิกเกิล 20% และสังกะสี 20%

ตัวอย่างชิ้นงานนิกเกิลซิลเวอร์
นิกเกิลซิลเวอร์มีสีขาวเงินที่สวยงามและทนทาน

สิ่งที่น่าสนใจคือ นิกเกิลซิลเวอร์ ไม่มีส่วนผสมของเงิน (Silver) เลยแม้แต่น้อย แต่มีลักษณะภายนอกที่คล้ายคลึงกับเงินมาก ทำให้มันกลายเป็นตัวเลือกที่ดึงดูดใจในฐานะวัสดุราคาถูกและทนทานกว่าเงินแท้ นอกจากนี้ยังเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการนำไปชุบเงิน เนื่องจากมีสีพื้นฐานที่ใกล้เคียงกัน ทำให้เมื่อผิวชุบเงินเริ่มสึกหรอจากการใช้งาน รอยสึกนั้นจะไม่เด่นชัดจนเกินไป

ประวัติความเป็นมา

นิกเกิลซิลเวอร์มีต้นกำเนิดจากการถลุงแร่ตามธรรมชาติในประเทศจีน ซึ่งถูกเรียกว่า paktong หรือ báitóng (白銅) หรือ "ทองแดงขาว" ในสมัยราชวงศ์ชิง โลหะชนิดนี้ถูกลักลอบส่งออกไปยังส่วนต่างๆ ของหมู่เกาะอินดีสตะวันออก แม้ว่ารัฐบาลจีนจะสั่งห้ามส่งออกก็ตาม

ในยุโรป นิกเกิลซิลเวอร์เริ่มเป็นที่รู้จักในชื่อ paktong ตามการออกเสียงภาษาจีนกวางตุ้ง โดยมีการกล่าวถึงครั้งแรกในปี ค.ศ. 1597 และมีการนำเข้าจากเมืองกวางโจวอย่างต่อเนื่องจนถึงปลายศตวรรษที่ 18

ต่อมาในช่วงปี ค.ศ. 1750 นักโลหะวิทยาชาวเยอรมันได้เริ่มพยายามสร้างโลหะผสมนี้ขึ้นมาเองในห้องปฏิบัติการ จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1823 มีการจัดการแข่งขันในเยอรมนีเพื่อพัฒนาโลหะผสมที่มีลักษณะใกล้เคียงกับเงินมากที่สุด ซึ่งพี่น้องตระกูล Henniger และ Ernst August Geitner ประสบความสำเร็จในภารกิจนี้ ต่อมาแบรนด์ Berndorf ได้ตั้งชื่อทางการค้าว่า Alpacca ซึ่งกลายเป็นชื่อที่แพร่หลายในยุโรปเหนือ

การพัฒนาการชุบด้วยไฟฟ้า (Electroplating) ในปี ค.ศ. 1840 โดย George Richards Elkington และ Henry Elkington ในเมืองเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ ทำให้นิกเกิลซิลเวอร์ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง เนื่องจากเป็นวัสดุรองพื้นที่มีความแข็งแรงและเงางาม เหมาะสำหรับการชุบเงินเป็นอย่างยิ่ง

การใช้งานในด้านต่างๆ

นิกเกิลซิลเวอร์ถูกนำไปใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรมเนื่องจากคุณสมบัติที่โดดเด่น:

  • เครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร: เป็นโลหะพื้นฐานสำหรับช้อนส้อมชุบเงินที่เรียกว่า EPNS (Electroplated Nickel Silver)
  • เครื่องประดับและแฟชั่น: ใช้ทำซิป, เครื่องประดับแฟชั่น และเครื่องประดับพื้นเมืองของชาวอินเดียนแดงในทุ่งราบ (Plains Indians)
  • เครื่องดนตรี: ใช้ผลิตเครื่องเป่า เช่น ฟลูต และคลาริเน็ต เนื่องจากความทนทานและเสียงที่ได้
  • อุปกรณ์ทางเทคนิค: ใช้ทำรางรถไฟจำลองไฟฟ้า (เนื่องจากออกไซด์นำไฟฟ้าได้), ไส้กุญแจ และเข็มล็อกของกระบอกสูบกุญแจเพื่อความทนทาน
  • อุตสาหกรรม: ใช้ในอุปกรณ์เดินเรือและสุขภัณฑ์เนื่องจากทนต่อการกัดกร่อน รวมถึงใช้ทำขดลวดความร้อนเนื่องจากมีความต้านทานไฟฟ้าสูง
เครื่องดนตรีที่ทำจากนิกเกิลซิลเวอร์
นิกเกิลซิลเวอร์เป็นวัสดุยอดนิยมในการผลิตเครื่องดนตรีคุณภาพสูง

การใช้งานในยานยนต์

ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 นิกเกิลซิลเวอร์ถูกนำมาใช้ตกแต่งชิ้นส่วนรถยนต์อย่างแพร่หลาย เช่น หม้อน้ำรถยนต์ที่ขัดเงา ซึ่งตัวอย่างที่โด่งดังคือรถยนต์ Rolls-Royce Silver Ghost ปี 1907 เนื่องจากนิกเกิลซิลเวอร์มีความสามารถในการขึ้นรูปได้ดีและเชื่อมบัดกรีได้ง่าย

อย่างไรก็ตาม นิกเกิลซิลเวอร์มีข้อเสียคือเมื่อสัมผัสกับอากาศจะเกิดออกไซด์ทำให้ผิวหม่นลงและต้องขัดเงาบ่อยครั้ง เมื่อการชุบโครเมียม (Chromium plating) ซึ่งดูแลรักษาง่ายกว่าเริ่มแพร่หลายในช่วงปี 1930 นิกเกิลซิลเวอร์จึงถูกแทนที่ด้วยทองเหลืองหรือเหล็กชุบโครเมียมในส่วนของหม้อน้ำและชิ้นส่วนตกแต่งรถยนต์

การใช้งานในมีดพก

หลังปี 1920 นิกเกิลซิลเวอร์เริ่มถูกนำมาใช้ทำส่วนโกร่งมีด (Bolsters) ของมีดพก เนื่องจากความสามารถในการกลึงไสและทนต่อการกัดกร่อนได้ดีกว่าเหล็กที่เคยใช้ในสมัยก่อน

คำถามที่พบบ่อย

นิกเกิลซิลเวอร์คืออะไร?

นิกเกิลซิลเวอร์คือโลหะผสมของทองแดง นิกเกิล และสังกะสี ที่มีสีขาวเงินคล้ายเงินแท้ แต่ไม่มีส่วนผสมของเงินเลย

ทำไมถึงต้องใช้นิกเกิลซิลเวอร์แทนเงินแท้?

เพราะมีราคาถูกกว่า ทนทานกว่า และเมื่อนำไปชุบเงิน หากผิวชุบสึกหรอ สีของโลหะพื้นฐานจะยังคงดูคล้ายเงิน ทำให้ไม่เห็นรอยสึกชัดเจน

นิกเกิลซิลเวอร์ใช้ทำอะไรบ้าง?

ใช้ทำเครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร, เครื่องดนตรี (เช่น ฟลูต), ซิป, เครื่องประดับ, ชิ้นส่วนรถยนต์คลาสสิก และอุปกรณ์ทางเทคนิค เช่น ไส้กุญแจ