ขีปนาวุธ AA.20 อาวุธปล่อยอากาศสู่อากาศยุคแรกของฝรั่งเศส
สรุปใจความสำคัญ
- เป็นหนึ่งในขีปนาวุธอากาศสู่อากาศรุ่นแรกๆ ที่ประจำการในยุโรปตะวันตก
- ใช้ระบบนำวิถีด้วยคำสั่งทางสายตา (Command Guidance) ทำให้ใช้งานไม่ได้ในเวลากลางคืนหรือสภาพอากาศปิด
- เป็นต้นแบบทางด้านการออกแบบให้กับขีปนาวุธอากาศสู่พื้นตระกูล AS-20 และ AS-30
- มีการพัฒนาต่อยอดเป็นรุ่น AA.25 ที่ใช้ระบบนำวิถีแบบวิ่งตามลำแสงเรดาร์
AA.20 เป็นขีปนาวุธอากาศสู่อากาศ (Air-to-Air Missile) สัญชาติฝรั่งเศสที่พัฒนาโดยบริษัท Nord Aviation ซึ่งถือเป็นหนึ่งในอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศรุ่นแรกๆ ที่ถูกนำเข้าประจำการในยุโรปตะวันตก โดยเริ่มสายการผลิตที่เมืองชาตียง (Chatillon) ประเทศฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1956 มีการผลิตออกมาประมาณ 6,000 ลูก และใช้งานจนถึงปี ค.ศ. 1960
การพัฒนาและวัตถุประสงค์
โครงการพัฒนาขีปนาวุธ AA.20 เริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 1953 เมื่อรัฐบาลฝรั่งเศสได้ทำสัญญากับบริษัท SFECMAS ซึ่งต่อมาได้ควบรวมกิจการเข้ากับ Nord Aviation โดยในระหว่างการพัฒนา ขีปนาวุธรุ่นนี้ถูกกำหนดรหัสว่า Type 5103 และได้รับการพัฒนาควบคู่ไปกับขีปนาวุธต่อต้านรถถังรุ่น SS.10
เป้าหมายหลักของโครงการ AA.20 คือการเป็น "ขั้นบันได" หรือเทคโนโลยีต้นแบบเพื่อปูทางไปสู่การพัฒนาขีปนาวุธที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นในอนาคต ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือการพัฒนาขีปนาวุธรุ่น R.530 ในเวลาต่อมา
ลักษณะทางเทคนิคและระบบการทำงาน
AA.20 ใช้ระบบนำวิถีแบบ Command Guidance หรือการนำวิถีด้วยคำสั่ง โดยมีลักษณะการทำงานคล้ายกับขีปนาวุธต่อต้านรถถังของ Nord ซึ่งนักบินหรือผู้ควบคุมบนเครื่องบินที่ปล่อยอาวุธจะต้องบังคับทิศทางของขีปนาวุธด้วยสายตา (Visual Steering) เพื่อให้พุ่งเข้าหาเป้าหมาย
กลไกการขับเคลื่อนและการควบคุม
- การทรงตัว: ใช้ปีกแบบคงที่ทำมุมเพื่อให้เกิดอัตราการหมุนรอบตัวที่สม่ำเสมอ และมีไจโรสโคป (Gyroscope) ทำหน้าที่ส่งข้อมูลการวางตัวของขีปนาวุธไปยังกลไกควบคุม
- ระบบขับเคลื่อน: เมื่อปล่อยจากเครื่องบิน จะใช้จรวดขับดัน (Booster) แบบเชื้อเพลิงแข็งคู่เพื่อเร่งความเร็วในช่วงเริ่มต้น จากนั้นจรวดขับดันหลัก (Sustainer) แบบเชื้อเพลิงแข็งตัวเดียวจะทำงานเพื่อรักษาความเร็วหลังจากที่บูสเตอร์เผาไหม้หมด
- การบังคับทิศทาง: ใช้ใบตัดกระแสไอพ่น (Interrupter blades) 4 ชุด รอบหัวฉีดของเครื่องยนต์ขับดันหลักในการควบคุมทิศทาง
- การติดตาม: มีพลุไฟ (Flare) ติดตั้งอยู่ที่ส่วนท้ายของขีปนาวุธ เพื่อช่วยให้ผู้ควบคุมบนเครื่องบินสามารถมองเห็นและติดตามวิถีของอาวุธได้ด้วยสายตา
สมรรถนะและหัวรบ
AA.20 มีน้ำหนักรวม 134 กิโลกรัม (295 ปอนด์) และมีระยะยิงประมาณ 4 กิโลเมตร (2.5 ไมล์) ติดตั้งหัวรบแบบระเบิดแรงสูงและสะเก็ดระเบิด (Blast-fragmentation) น้ำหนัก 23 กิโลกรัม (51 ปอนด์) โดยใช้ชนวนเฉียดระเบิด (Proximity fuze) ซึ่งจะทำงานเมื่อขีปนาวุธเข้าใกล้เป้าหมายในระยะ 15 เมตร (49 ฟุต)
เนื่องจากใช้การนำวิถีด้วยสายตา AA.20 จึงมีข้อจำกัดสำคัญคือ ไม่สามารถใช้งานได้ในเวลากลางคืนหรือในสภาพอากาศที่ทัศนวิสัยเลวร้าย อย่างไรก็ตาม ระบบนำวิถีนี้ทำให้มันสามารถปรับใช้ในบทบาทรองเป็นอาวุธปล่อยอากาศสู่พื้นดินได้ด้วย
การต่อยอดสู่รุ่น AA.25 และอาวุธปล่อยรุ่นอื่น
เพื่อแก้ไขข้อจำกัดด้านทัศนวิสัยของ AA.20 ฝรั่งเศสได้พัฒนา AA.25 ซึ่งเป็นการนำ AA.20 มาปรับปรุงให้เป็นระบบนำวิถีแบบวิ่งตามลำแสงเรดาร์ (Radar-beam riding) โดยทำงานร่วมกับเรดาร์ CSF Cyrano Ibis ที่ติดตั้งบนเครื่องบิน Mirage IIIC ซึ่งขีปนาวุธ AA.20 จำนวนมากถูกดัดแปลงให้เป็นมาตรฐาน AA.25
นอกจากนี้ ยังมีการวางแผนพัฒนาเวอร์ชัน AA.26 ที่ใช้ระบบนำวิถีแบบกึ่งอัตโนมัติ (Semi-active homing) แต่ท้ายที่สุดโครงการนี้ถูกยกเลิกไปเนื่องจากมีการเลือกใช้ขีปนาวุธ R.511 แทน
ในด้านการออกแบบ รูปร่างลักษณะของ AA.20 ได้กลายเป็นต้นแบบให้กับขีปนาวุธอากาศสู่พื้นรุ่นต่อมา เช่น AS-20 และ AS-30 ซึ่งพัฒนาต่อไปจนถึงรุ่น AS-30L ที่นำวิถีด้วยเลเซอร์ ซึ่งเป็นอาวุธปล่อยอากาศสู่พื้นนำวิถีด้วยเลเซอร์รุ่นแรกของฝรั่งเศส

คำถามที่พบบ่อย
ขีปนาวุธ AA.20 พัฒนาโดยบริษัทใด?
พัฒนาโดยบริษัท Nord Aviation (ซึ่งรวม SFECMAS เข้ามาด้วย) ในประเทศฝรั่งเศส
ข้อจำกัดที่สำคัญที่สุดของ AA.20 คืออะไร?
เนื่องจากผู้ควบคุมต้องบังคับทิศทางด้วยสายตา จึงไม่สามารถใช้งานได้ในเวลากลางคืนหรือในสภาพอากาศที่ทัศนวิสัยไม่ดี
AA.20 แตกต่างจาก AA.25 อย่างไร?
AA.20 นำวิถีด้วยสายตา ส่วน AA.25 เป็นรุ่นปรับปรุงที่ใช้ระบบนำวิถีแบบวิ่งตามลำแสงเรดาร์ (Radar-beam riding) เพื่อให้ใช้งานได้ในทุกสภาพอากาศ
ระยะยิงของ AA.20 คือเท่าใด?
มีระยะยิงประมาณ 4 กิโลเมตร (2.5 ไมล์)

