ขีปนาวุธ ASRAAM ระบบอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศระยะใกล้ประสิทธิภาพสูง
สรุปใจความสำคัญ
- เป็นขีปนาวุธนำวิถีอินฟราเรดแบบสร้างภาพ (IIR) ที่มีความเร็วสูงกว่า Mach 3
- มีระยะยิงไกลกว่า 25 กิโลเมตร ซึ่งสูงกว่าขีปนาวุธระยะใกล้ทั่วไป
- เป็นพื้นฐานในการพัฒนาระบบ CAMM สำหรับการป้องกันภัยทางอากาศจากพื้นสู่พื้น
- ถูกนำไปดัดแปลงเป็นระบบ Raven เพื่อใช้ในสงครามยูเครน
ASRAAM (Advanced Short Range Air-to-Air Missile) หรือในรหัสเรียกขานของสหรัฐอเมริกาว่า AIM-132 เป็นขีปนาวุธนำวิถีอากาศสู่อากาศระยะใกล้ที่ใช้ระบบนำวิถีด้วยอินฟราเรดแบบสร้างภาพ (Imaging Infrared Homing) ผลิตโดยบริษัท MBDA UK ออกแบบมาเพื่อการรบทางอากาศในระยะประชิด โดยมีจุดเด่นที่ความเร็วสูงและความคล่องตัวในการเปลี่ยนทิศทาง เพื่อให้เครื่องบินขับไล่สามารถยิงและหันเหออกจากเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว ลดความเสี่ยงในการถูกโจมตีกลับ

ประวัติการพัฒนา
โครงการ ASRAAM เริ่มต้นขึ้นในช่วงทศวรรษ 1980 ภายใต้ความร่วมมือระหว่างสหราชอาณาจักรและเยอรมนี เพื่อสร้างอาวุธปล่อยนำวิถีระยะใกล้มาทดแทน AIM-9 Sidewinder โดยเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงร่วมกับสหรัฐอเมริกาที่พัฒนา AIM-120 AMRAAM สำหรับระยะกลาง เพื่อให้มีช่องว่างด้านระยะยิงที่ครอบคลุมมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม เยอรมนีได้ถอนตัวจากโครงการในปี 1989 เนื่องจากปัจจัยด้านการเงินและการสิ้นสุดของสงครามเย็น ส่งผลให้สหราชอาณาจักรดำเนินโครงการต่อเพียงลำพังและปรับปรุงคุณลักษณะให้ตรงตามความต้องการของกองทัพอากาศอังกฤษ (RAF) โดยมีการนำระบบตรวจจับ (Seeker) แบบ Focal Plane Array ของ Hughes มาใช้ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจจับและต้านทานมาตรการลวงได้ดียิ่งขึ้น
ขีปนาวุธ ASRAAM เริ่มเข้าประจำการในกองทัพอากาศอังกฤษในปี 1998 และต่อมาได้ถูกนำไปใช้ในกองทัพอากาศอินเดีย รวมถึงเคยประจำการในกองทัพอากาศออสเตรเลีย นอกจากนี้ การออกแบบของ ASRAAM ยังเป็นพื้นฐานในการพัฒนา CAMM (Common Anti-Aircraft Modular Missile) ซึ่งเป็นระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ยิงจากพื้นสู่พื้นและเรือสู่พื้น

คุณลักษณะทางเทคนิคและสมรรถนะ
ASRAAM ถูกออกแบบมาให้เป็นอาวุธแบบ "ยิงแล้วลืม" (Fire-and-Forget) โดยมีความเร็วสูงสุดมากกว่า Mach 3 และมีระยะยิงไกลกว่า 25 กิโลเมตร ซึ่งถือว่าไกลกว่าขีปนาวุธนำวิถีอินฟราเรดทั่วไปในยุคเดียวกัน เพื่อให้สามารถทำลายเป้าหมายได้ก่อนที่ศัตรูจะเข้าสู่ระยะยิงของตนเอง
ระบบนำวิถีและตัวตรวจจับ
- Block 1-5: ใช้ระบบนำวิถีอินฟราเรดแบบสร้างภาพของ Hughes (Raytheon) พร้อมความสามารถในการล็อกเป้าหมายหลังการยิง (Lock-on After Launch - LOAL) และการนำวิถีด้วยแรงเฉื่อย (Strapdown Inertial Guidance)
- Block 6+: ใช้ระบบตรวจจับที่พัฒนาขึ้นเองภายใน MBDA UK
ตารางสรุปสมรรถนะ
| คุณลักษณะ | รายละเอียด |
|---|---|
| ประเภท | ขีปนาวุธนำวิถีอากาศสู่อากาศระยะใกล้ |
| ความเร็วสูงสุด | มากกว่า Mach 3 |
| ระยะยิง (อากาศสู่อากาศ) | มากกว่า 25 กิโลเมตร |
| ระยะยิง (พื้นสู่อากาศ) | ประมาณ 15 กิโลเมตร (รุ่น Raven) |
| ระบบนำวิถี | Imaging Infrared (IIR) |
การนำไปใช้งานในปัจจุบัน
ปัจจุบัน ASRAAM ถูกติดตั้งบนเครื่องบินขับไล่หลายรุ่น เช่น Eurofighter Typhoon และ F-35 Lightning II ของกองทัพอากาศและกองทัพเรืออังกฤษ นอกจากนี้ยังมีการนำไปดัดแปลงเป็นระบบ Raven ซึ่งเป็นระบบป้องกันภัยทางอากาศระยะใกล้ (SHORAD) แบบประยุกต์ โดยการนำรางยิง ASRAAM จากเครื่องบินที่ปลดระวางมาติดตั้งบนรถบรรทุก Supacat 6x6 เพื่อใช้งานในกองทัพยูเครน
คำถามที่พบบ่อย
ASRAAM แตกต่างจาก AIM-9 Sidewinder อย่างไร?
ASRAAM ถูกออกแบบมาให้มีความเร็วสูงกว่าและมีระยะยิงที่ไกลกว่า เพื่อให้เครื่องบินขับไล่สามารถยิงเป้าหมายได้จากระยะที่ไกลขึ้นและหันเหออกจากพื้นที่การรบได้รวดเร็วขึ้น ลดความเสี่ยงในการถูกโจมตี
ความสามารถ Lock-on After Launch (LOAL) คืออะไร?
คือความสามารถในการยิงขีปนาวุธออกไปก่อนที่จะมีการล็อกเป้าหมายที่แน่นอน โดยขีปนาวุธจะเดินทางไปยังพื้นที่เป้าหมายและเริ่มค้นหาเป้าหมายเพื่อล็อกเป้าในขณะที่กำลังบินอยู่
ระบบ Raven คืออะไร?
Raven เป็นระบบป้องกันภัยทางอากาศระยะใกล้ที่นำขีปนาวุธ ASRAAM มาดัดแปลงติดตั้งบนยานพาหนะทางบก (Supacat 6x6) เพื่อใช้ยิงเป้าหมายทางอากาศจากพื้นสู่พื้น
ประเทศใดบ้างที่ใช้งาน ASRAAM?
ปัจจุบันมีการใช้งานในสหราชอาณาจักร (RAF, Royal Navy) และอินเดีย รวมถึงเคยใช้งานในออสเตรเลีย และมีการส่งมอบให้ยูเครนในรูปแบบระบบ Raven


