กองกำลังรักษาดินแดนหมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียนา ความพยายามในการจัดตั้ง
สรุปใจความสำคัญ
- หมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียนาและอเมริกันซามัวเป็นดินแดนของสหรัฐฯ เพียงสองแห่งที่มีผู้อยู่อาศัยถาวรแต่ไม่มีกองกำลังรักษาดินแดน
- ความพยายามในการจัดตั้งเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2001 แต่ประสบปัญหาด้านงบประมาณและจำนวนประชากรที่ไม่เพียงพอ
- ผลการศึกษาในปี 2015 ยืนยันว่าการจัดตั้งหน่วยระดับกองร้อย 2 หน่วยมีความเป็นไปได้ แต่ต้องมีการแก้ไขกฎหมายระดับรัฐบาลกลาง
กองกำลังรักษาดินแดนหมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียนา (Northern Mariana Islands National Guard) เป็นหน่วยงานทางทหารที่ถูกเสนอให้จัดตั้งขึ้นในเครือรัฐหมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียนา ซึ่งในปัจจุบันผู้อยู่อาศัยในหมู่เกาะแห่งนี้สามารถเข้ารับราชการในกองกำลังรักษาดินแดนของกวม (Guam National Guard) ได้
ประวัติความเป็นมาและความพยายามในการจัดตั้ง
ในปัจจุบัน สหรัฐอเมริกามีกองกำลังรักษาดินแดนในรัฐทั้ง 50 รัฐ, เขตโคลัมเบีย, กวม, เปอร์โตริโก และหมู่เกาะเวอร์จินของสหรัฐฯ โดยมีเพียงหมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียนาและอเมริกันซามัวเท่านั้นที่เป็นดินแดนที่มีผู้อยู่อาศัยถาวรแต่ยังไม่มีหน่วยกองกำลังรักษาดินแดนเป็นของตนเอง
ความพยายามทางนิติบัญญัติในยุคแรก
ความพยายามครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2001 โดย Robert A. Underwood ผู้แทนจากกวม ได้เสนอ ร่างกฎหมาย H.R. 3128 ต่อสภาคองเกรสสหรัฐฯ ชุดที่ 107 เพื่อจัดตั้งกองกำลังรักษาดินแดนของหมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียนา อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายนี้ได้หยุดชะงักอยู่ในคณะกรรมการย่อยด้านบุคลากรทางทหารของคณะกรรมาธิการกองทัพบกของสภาผู้แทนราษฎร
ต่อมาในปี 2002 ได้มีการเสนอ ร่างกฎหมายวุฒิสภา 13-11 หรือ พระราชบัญญัติกองกำลังรักษาดินแดนหมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียนา ต่อสภานิติบัญญัติของเครือรัฐหมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียนา เพื่อจัดตั้งกองกำลังอาสาสมัคร ซึ่งผู้ว่าการรัฐ Juan Babauta ได้ลงนามประกาศใช้เป็นกฎหมายสาธารณะ 13-32 เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2002
อุปสรรคด้านงบประมาณและประชากร
ในปี 2003 สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ปฏิเสธที่จะอนุมัติงบประมาณจำนวน 275 ล้านดอลลาร์สำหรับการจัดตั้งหน่วยงานนี้ เนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณและความกังวลว่าประชากรของหมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียนา ซึ่งมีประมาณ 50,000 คน (หรือประมาณหนึ่งในสามของประชากรกวม) จะมีจำนวนเพียงพอที่จะจัดตั้งหน่วยงานดังกล่าวได้หรือไม่
ความพยายามในทศวรรษต่อมา
เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2011 Gregorio Sablan ผู้แทนจากหมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียนา ได้เสนอ ร่างกฎหมาย H.R. 2773 ต่อสภาคองเกรสชุดที่ 112 โดยได้รับความร่วมมือจากผู้แทนหลายท่าน แต่ร่างกฎหมายนี้ก็ไม่สามารถผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการได้เช่นกัน
ผลกระทบจากพายุไต้ฝุ่น Soudelor
ในวันที่ 2 สิงหาคม 2015 พายุไต้ฝุ่น Soudelor ได้พัดถล่มหมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียนาด้วยความรุนแรงเทียบเท่ากับเฮอริเคนระดับ 2 สร้างความเสียหายบนเกาะไซปันมากกว่า 20 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ต้องมีการระดมกำลังจากกองกำลังรักษาดินแดนของกวมและหน่วยยามฝั่งของสหรัฐฯ เข้ามาช่วยเหลือ
เหตุการณ์นี้ทำให้ผู้แทน Sablan เรียกร้องให้มีการจัดตั้งหน่วยกองกำลังรักษาดินแดนแยกเป็นของตนเองอีกครั้ง โดยระบุว่าหากมีหน่วยงานของตนเอง จะทำให้การตอบสนองต่อภัยพิบัติในอนาคตเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การศึกษาความเป็นไปได้
ภายใต้พระราชบัญญัติการอนุญาตป้องกันประเทศสำหรับปีงบประมาณ 2014 สำนักงานกองกำลังรักษาดินแดน (National Guard Bureau) ได้รับมอบหมายให้ศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งหน่วยงานในหมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียนา
ผลการศึกษาที่เผยแพร่ในเดือนสิงหาคม 2015 สรุปว่า การจัดตั้งกองกำลังรักษาดินแดนที่ประกอบด้วยหน่วยระดับกองร้อย 2 หน่วย เป็นเรื่องที่สามารถทำได้ (นอกเหนือจากบุคลากรสำรองของกองทัพบกสหรัฐฯ ที่อาศัยอยู่ในไซปันอยู่แล้ว) แต่จำเป็นต้องมีการดำเนินการสำคัญหลายประการ รวมถึงการแก้ไขกฎหมายรัฐบาลกลางที่ควบคุมกองกำลังรักษาดินแดน
แม้จะมีการเสนอ ร่างกฎหมาย H.R. 3649 ในวันที่ 29 กันยายน 2015 ซึ่งเป็นการนำร่างกฎหมายเดิมกลับมาเสนอใหม่ แต่ก็ยังคงไม่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการ
คำถามที่พบบ่อย
ปัจจุบันชาวหมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียนาสามารถรับราชการทหารในกองกำลังรักษาดินแดนได้หรือไม่?
สามารถทำได้ โดยปัจจุบันผู้อยู่อาศัยสามารถเข้ารับราชการในกองกำลังรักษาดินแดนของกวม (Guam National Guard)
ทำไมการจัดตั้งกองกำลังรักษาดินแดนในหมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียนาจึงล่าช้า?
เนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณของสหรัฐฯ และความกังวลเกี่ยวกับจำนวนประชากรของหมู่เกาะที่มีน้อยเกินกว่าจะจัดตั้งหน่วยงานขนาดใหญ่ได้
พายุไต้ฝุ่น Soudelor มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไรกับการเรียกร้องจัดตั้งกองกำลังนี้?
ความเสียหายรุนแรงจากพายุทำให้เห็นว่าการพึ่งพากำลังจากภายนอก (เช่น จากกวม) อาจไม่ทันท่วงที จึงมีการเรียกร้องให้มีหน่วยงานในพื้นที่เพื่อการบรรเทาสาธารณภัยที่รวดเร็วขึ้น
