← กลับไปยังบทความทั้งหมด

วิเคราะห์หนังสือ Not One Inch ความขัดแย้งระหว่างนาโตและรัสเซียหลังยุคสงครามเย็น

สรุปใจความสำคัญ

  • วิเคราะห์ประเด็น 'คำสัญญาที่ถูกผิด' เกี่ยวกับการไม่ขยายตัวของ NATO ไปทางตะวันออกหลังการรวมประเทศเยอรมนี
  • ใช้หลักฐานจากเอกสารลับและบทสัมภาษณ์กว่า 100 รายการเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์
  • ชี้ให้เห็นว่าคำกล่าว 'ไม่ขยายตัวแม้แต่นิ้วเดียว' ของเจมส์ เบเกอร์ เป็นการหารือเชิงสมมติฐาน ไม่ใช่ข้อตกลงผูกพันทางกฎหมาย
  • แบ่งการวิเคราะห์ออกเป็น 3 ช่วงเวลาสำคัญตั้งแต่ปี 1989 ถึง 1999 เพื่อแสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการของความขัดแย้ง

Not One Inch: America, Russia, and the Making of Post–Cold War Stalemate เป็นผลงานเขียนของ M. E. Sarotte ตีพิมพ์ในปี 2021 ซึ่งนำเสนอการวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับความตึงเครียดระหว่างองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) รวมถึงสหรัฐอเมริกา และสหพันธรัฐรัสเซีย ในช่วงหลังยุคสงครามเย็น โดยมุ่งเน้นไปที่ประเด็นการขยายอิทธิพลของ NATO ไปทางทิศตะวันออกของยุโรป

หน้าปกหนังสือ Not One Inch
หนังสือ Not One Inch โดย M. E. Sarotte วิเคราะห์จุดเริ่มต้นของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างตะวันตกและรัสเซีย

ประเด็นหลักและการวิเคราะห์

หัวใจสำคัญของหนังสือเล่มนี้คือการตรวจสอบข้อถกเถียงเรื่อง "คำสัญญาที่ถูกผิด" (broken promise) เกี่ยวกับการไม่ขยายตัวของ NATO ไปทางตะวันออกหลังจากการรวมประเทศเยอรมนี Sarotte ใช้การวิจัยที่ครอบคลุม ทั้งการสัมภาษณ์มากกว่า 100 ครั้ง และการศึกษาเอกสารชั้นต้น รวมถึงบันทึกการติดต่อระหว่างทำเนียบขาวและเครมลิน ซึ่งหลายฉบับเคยเป็นเอกสารลับ

ชื่อหนังสือ Not One Inch อ้างอิงมาจากคำกล่าวอันโด่งดังของ เจมส์ เบเกอร์ (James Baker) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ที่กล่าวกับ มิคาอิล กอร์บาชอฟ (Mikhail Gorbachev) ว่า NATO จะไม่ขยายตัวไปทางตะวันออก "แม้แต่นิ้วเดียว" (not an inch)

โครงสร้างและเนื้อหาของหนังสือ

หนังสือแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ครอบคลุมเหตุการณ์ตั้งแต่ปี 1989 ถึง 1999 ซึ่งสะท้อนถึงจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์และตัวแสดงทางการเมืองที่แตกต่างกัน:

ส่วนที่ 1 การรวมประเทศเยอรมนีและการล่มสลายของสหภาพโซเวียต (1989–1992)

Sarotte วิเคราะห์ว่า เฮลมุต โคล (Helmut Kohl) และ จอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช (George H. W. Bush) ผลักดันการขยายตัวของ NATO เข้าสู่เยอรมนีตะวันออกเพื่อรักษาความสำเร็จจากยุคสงครามเย็น ในขณะที่มอสโกกำลังเผชิญกับวิกฤตอำนาจภายใน

ในส่วนนี้ Sarotte ชี้ให้เห็นว่าคำกล่าวของเจมส์ เบเกอร์ ที่ว่า NATO จะไม่ขยายตัวนั้น มีลักษณะเป็นเพียงการ "หยั่งเชิง" หรือการหารือในเชิงสมมติฐาน ไม่ได้เป็นข้อตกลงที่เป็นทางการหรือนโยบายหลักของรัฐบาลสหรัฐฯ ในขณะนั้น โดยประธานาธิบดีจอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช ได้ระบุชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับการจำกัดการขยายตัวของ NATO ในอนาคต

ส่วนที่ 2 ความสัมพันธ์ระหว่างเยลต์ซินและคลินตัน (1993–1994)

เนื้อหาเน้นไปที่ความสัมพันธ์ระหว่าง บอริส เยลต์ซิน (Boris Yeltsin) และ บิล คลินตัน (Bill Clinton) โดยวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงท่าทีของคลินตันที่มีต่อรัสเซีย ท่ามกลางความไม่มั่นคงทางการเมืองภายในรัสเซียและความอ่อนแอของเยลต์ซิน

ส่วนที่ 3 การตัดสินใจขยายตัวของ NATO (1995–1999)

ในช่วงปี 1995–1999 ผู้นำตะวันตกตัดสินใจเดินหน้าขยายสมาชิกภาพของ NATO แม้จะได้รับการคัดค้านอย่างชัดเจนจากรัสเซีย และกีดกันรัสเซียออกจากสหภาพยุโรป ซึ่ง Sarotte มองว่าการตัดสินใจนี้ทำให้ความร่วมมือระยะยาวระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซียเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น

การยอมรับและคำวิจารณ์

หนังสือเล่มนี้ได้รับการยกย่องอย่างสูงในแวดวงนโยบายต่างประเทศ โดยได้รับการแนะนำให้เป็นหนึ่งในหนังสือด้านนโยบายต่างประเทศที่ดีที่สุดในปี 2021 โดยนิตยสาร Foreign Affairs และถูกจัดให้เป็นหนึ่งในหนังสือที่ควรค่าแก่การอ่านในปี 2022 โดย Financial Times

คำถามที่พบบ่อย

หนังสือ Not One Inch กล่าวถึงประเด็นใดเป็นหลัก?

หนังสือเล่มนี้วิเคราะห์ความตึงเครียดระหว่าง NATO และรัสเซียหลังยุคสงครามเย็น โดยเน้นที่การขยายตัวของ NATO ไปทางตะวันออก และการตรวจสอบว่ามีการผิดสัญญาเรื่องการไม่ขยายตัวหลังการรวมประเทศเยอรมนีจริงหรือไม่

คำว่า 'Not One Inch' ในชื่อเรื่องมีที่มาอย่างไร?

มาจากคำกล่าวของ เจมส์ เบเกอร์ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ที่บอกกับ มิคาอิล กอร์บาชอฟ ผู้นำสหภาพโซเวียตว่า NATO จะไม่ขยายตัวไปทางตะวันออก 'แม้แต่นิ้วเดียว'

M. E. Sarotte สรุปว่าสหรัฐฯ ผิดสัญญาหรือไม่?

Sarotte วิเคราะห์ว่าคำกล่าวของเบเกอร์เป็นการหารือเชิงสมมติฐานและเป็นการหยั่งเชิงในขณะนั้น ไม่ได้เป็นนโยบายทางการของรัฐบาลสหรัฐฯ หรือข้อตกลงที่เป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งประธานาธิบดีจอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช ในขณะนั้นไม่ได้เห็นด้วยกับการจำกัดการขยายตัวของ NATO ในอนาคต

หนังสือเล่มนี้ใช้แหล่งข้อมูลใดในการวิจัย?

ใช้การสัมภาษณ์บุคคลสำคัญมากกว่า 100 ครั้ง และศึกษาเอกสารชั้นต้น รวมถึงบันทึกการติดต่อระหว่างทำเนียบขาวและเครมลิน ซึ่งหลายฉบับเคยเป็นเอกสารลับมาก่อน