← กลับไปยังบทความทั้งหมด

เทคนิคการจดบันทึก วิธีเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้และการจำจำ

สรุปใจความสำคัญ

  • การจดบันทึกด้วยมือมักส่งผลให้เกิดการประมวลผลข้อมูลที่ลึกซึ้งกว่าการพิมพ์ เนื่องจากผู้จดต้องสรุปความแทนที่จะถอดความคำต่อคำ
  • การจดบันทึกเป็นทักษะพื้นฐานสำคัญในการจัดการความรู้ส่วนบุคคล (Personal Knowledge Management)
  • ความเร็วในการพูดโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 120-180 คำต่อนาที ในขณะที่ความเร็วในการเขียนด้วยมือเฉลี่ยอยู่ที่ 12-18 คำต่อนาที

การจดบันทึกคือการบันทึกข้อมูลจากแหล่งข้อมูลและแพลตฟอร์มต่างๆ เพื่อให้ผู้เขียนสามารถบันทึกสาระสำคัญของข้อมูลนั้นๆ และลดภาระในการจดจำทุกอย่างด้วยสมองเพียงอย่างเดียว การจดบันทึกมักทำจากแหล่งข้อมูลที่เกิดขึ้นชั่วคราว เช่น การสนทนาในที่ประชุมหรือการบรรยาย ซึ่งในบางกรณี บันทึกเหล่านี้อาจเป็นหลักฐานเพียงชิ้นเดียวของเหตุการณ์นั้นๆ

ในอดีต การจดบันทึกมักทำด้วยมือในสมุดบันทึก แต่ด้วยการมาถึงของซอฟต์แวร์และเว็บไซต์สำหรับการจดบันทึก ทำให้การจดบันทึกแบบดิจิทัลกลายเป็นเรื่องแพร่หลายและสะดวกสบายมากขึ้น การจดบันทึกจึงเป็นทักษะพื้นฐานที่สำคัญในการจัดการความรู้ส่วนบุคคล (Personal Knowledge Management)

ตัวอย่างการจดบันทึก
ตัวอย่างการจดบันทึกข้อมูลสำคัญจากแหล่งข้อมูล

ประวัติศาสตร์ของการจดบันทึก

การจดบันทึกมีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์มนุษย์และการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ ชาวกรีกโบราณได้พัฒนา hypomnema ซึ่งเป็นบันทึกส่วนตัวในหัวข้อที่สำคัญ ในยุคเรเนซองส์และยุคสมัยใหม่ตอนต้น นักเรียนในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยได้เรียนรู้การจดบันทึก และมักจะสร้างสรรค์เล่มบันทึกที่สวยงามเพื่อใช้เป็นแหล่งอ้างอิงหลังจากจบการศึกษา

ก่อนยุคดิจิทัล ผู้คนใช้สมุดบันทึกหลายประเภท เช่น สมุดบันทึกทั่วไป (commonplace books) และการจดบันทึกที่ขอบกระดาษ (marginalia) นักปรัชญาอย่าง จอห์น ล็อก (John Locke) ได้พัฒนาระบบดัชนีที่ได้รับความนิยม ซึ่งกลายเป็นต้นแบบให้กับการจดบันทึกในยุโรปและอเมริกา

จิตวิทยาการเรียนรู้และการจดบันทึก

การจดบันทึกเป็นส่วนหนึ่งของพฤติกรรมมนุษย์ที่ซับซ้อนเกี่ยวกับการจัดการข้อมูล ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางจิตใจหลายอย่าง ผู้จดบันทึกต้องคัดกรองข้อมูลที่ได้รับ จัดระเบียบและปรับโครงสร้างความรู้ที่มีอยู่ ทำความเข้าใจและเขียนคำอธิบายข้อมูลนั้น และสุดท้ายคือการจัดเก็บและบูรณาการข้อมูลที่เพิ่งประมวลผล

การจดบันทึกด้วยมือเทียบกับการพิมพ์: การศึกษาพบว่านักเรียนที่จดบันทึกด้วยมือมีผลการสอบที่ดีกว่านักเรียนที่พิมพ์บันทึก เนื่องจากผู้ที่จดด้วยมือต้องเลือกสรรและสรุปความ (selective rephrasing) แทนที่จะเป็นการถอดความแบบคำต่อคำ (word-for-word transcription) ซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อการพิมพ์

เหตุผลที่ควรจดบันทึก

  • เพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้และการจำ: การจดบันทึกช่วยให้ผู้จดสามารถเลือกสรรและจัดระเบียบความคิดในระหว่างการบรรยาย ทำให้เข้าใจเนื้อหาที่สอนในชั้นเรียนได้ง่ายขึ้น
  • ส่งเสริมการเรียนรู้คำศัพท์: การจดบันทึกคำศัพท์ใหม่ๆ ที่ใช้ในการบรรยายช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ด้วยตนเองและทำให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้น
  • เป็นแหล่งอ้างอิงในอนาคต: บันทึกเหล่านี้สามารถนำมาใช้เพื่อประมวลผล ทบทวน และเรียกคืนข้อมูลที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วในระหว่างการบรรยาย

ระบบและเทคนิคการจดบันทึก

รูปแบบการจดบันทึกมีหลากหลาย เพื่อให้ง่ายต่อการค้นหาและทำความเข้าใจในภายหลัง โดยสามารถแบ่งออกเป็น 2 วิธีหลัก คือ วิธีแบบเส้นตรง (Linear) และวิธีแบบไม่เป็นเส้นตรง (Nonlinear)

การจดบันทึกแบบเส้นตรง (Linear Note-taking)

คือการบันทึกข้อมูลตามลำดับเหตุการณ์หรือลำดับที่ได้รับข้อมูล ซึ่งมักจะเป็นโครงร่าง (Outline) ของการบรรยายหรือข้อความ

  • การทำโครงร่าง (Outlining): เป็นระบบที่จัดระเบียบความคิดอย่างเป็นระบบและมีตรรกะ ลดเวลาในการแก้ไขและทบทวน โดยมักใช้หัวข้อหลัก หัวข้อย่อย และสัญลักษณ์แสดงหัวข้อย่อย (bullets) เพื่อสร้างโครงสร้างข้อมูล

อย่างไรก็ตาม การจดบันทึกแบบเส้นตรงในรูปแบบกระดาษมีข้อจำกัดในการแทรกข้อมูลเพิ่มเติมในภายหลัง ซึ่งสามารถแก้ไขได้โดยการเว้นระยะห่างระหว่างข้อความ หรือใช้สมุดบันทึกแบบห่วงที่สามารถพลิกหน้ากระดาษเพื่อแทรกข้อมูลได้

คำถามที่พบบ่อย

การจดบันทึกด้วยมือดีกว่าการพิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์อย่างไร?

การจดด้วยมือบังคับให้ผู้จดต้องประมวลผลข้อมูลและสรุปความด้วยคำพูดของตนเอง ซึ่งช่วยให้เกิดการเรียนรู้และการจำที่แม่นยำกว่าการจดบันทึกแบบถอดความคำต่อคำที่มักเกิดขึ้นเมื่อการพิมพ์

การจดบันทึกแบบเส้นตรง (Linear Note-taking) คืออะไร?

คือการบันทึกข้อมูลตามลำดับที่ได้รับมา โดยมักจะใช้การทำโครงร่าง (Outlining) เพื่อให้ข้อมูลมีความเป็นระเบียบและมีตรรกะ ง่ายต่อการทบทวนในภายหลัง

ทำไมการจดบันทึกถึงช่วยให้การเรียนรู้ดีขึ้น?

เพราะการจดบันทึกช่วยให้ผู้เรียนสามารถคัดกรองข้อมูล เลือกสรรสิ่งที่สำคัญ และจัดระเบียบความคิดในระหว่างการเรียน ทำให้สมองไม่ต้องรับภาระในการจดจำทุกอย่าง และช่วยให้การเรียกคืนข้อมูลในภายหลังทำได้ง่ายขึ้น